แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Trips แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Trips แสดงบทความทั้งหมด

21.10.58

๋Japan #2 : Kyushu (Tosu Premium Outlet)

เมื่อวาน เดินเที่ยววัด เที่ยวศาล และช้อปปิ้งกันเต็มพิกัด ... วันนี้เตรียมตัวเดินกันต่อ ลงมาจัดการอาหารเช้า ที่โรงแรมจัดไว้ให้ ทำเรื่องเช็คเอาท์ และขอฝากกระเป๋าเอาไว้ก่อน

จริงๆ อยากจะพักที่โรงแรมนี้ต่อ เพราะเดินทางเที่ยวสะดวกดี แต่วันที่เหลือต่อจากนี้ไม่มีห้องพักว่าง เราเลยต้องปรับแผนที่พัก ย้ายที่พักกันอีก แต่ก่อนจะย้าย ของฝากสัมภาระเอาไว้ระหว่างไปเที่ยวก่อนนะคะ ... บ่ายๆ จะกลับมารับนะจ๊ะ

นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Hakata สถานีหลัก ไปถึงเร็ว ก็เข้าชานชลาไปปักหลักนั่งรอ นั่งชมรถไฟขบวนต่างๆ ... แต่เป้าหมายที่เราเฝ้ารอคือ Yufuin no Mori รถไฟชื่อดังของคิวชู

จริงๆ คนส่วนใหญ่จะเลือกนั่งรถไฟขบวนนี้ขาไปหรือขากลับ Yufuin ค่ะ แต่เราพลาด เพราะช่วงที่เราไปรถไฟงดวิ่งเพราะซ่อมบำรุงหรืออะไรสักอย่าง เสียดายสุดๆ ... แต่ JR Northern Kyushu Pass ที่เราซื้อไว้ยังใช้ได้วันนี้อีกวัน และลองหาจุดหมายเที่ยวที่จะใช้ JR Pass นี้ได้ แล้วพอดี๊ พอดี ที่จุดหมายที่เราเลือกไว้เอารถไฟขบวนนี้มาวิ่ง พอเจอข้อมูลแบบนี้ก็รีบจองที่นั่งล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ Beppu เลยค่ะ เพราะขบวนนี้ต้องจองที่นั่งเท่านั้นถึงจะขึ้นได้ค่ะ 


โชคดีอีกเด้ง ตรงที่นั่งที่ได้อยู่ในตู้ที่ติดกับตู้ขายอาหารและของที่ระลึกพอดี ... ขึ้นรถปุ๊บเดินไปสำรวจปั๊บ หันไปเจอป้ายกับหมวกที่พนักงานจะถือเดินให้ผู้โดยสารได้ถ่ายรูป เราเลยรีบหยิบใส่ถ่ายเก็บไว้ก่อน เพราะเรามีเวลาอยู่บนรถขบวนนี้แค่ 20 นาที เท่านั้น ... ถ่ายรูปเสร็จก็ซื้อเครื่องดื่มกับขนมมาชิมสักหน่อย รีบซื้อ รีบกิน เพราะแป๊บเดียวก็ถึงสถานีเป้าหมายของเรา

ลงที่ Tosu Station แล้วก็นั่งรถไปต่อไปที่ Tosu Premium Outlets มาเดินช้อปปิ้งกันต่อค่ะ



มาถึงก็ตรงดิ่งไปที่ Information ไปรับ Discount Coupon พร้อมแผนที่ร้านค้า และสอบถามเรื่องรถบัสขากลับเข้าเมือง ... เพราะจริงๆ มีรถบัสที่วิ่งตรงระหว่าง Fukuoka-Tosu Premium Outlets เลย แต่มีรอบวิ่งจำกัด เลยถามข้อมูลเป็นทางเลือกไว้ก่อน ว่าจะกลับรถบัส หรือ กลับรถไฟเหมือนขามา

ได้ข้อมูลแล้วก็ต้องเติมพลังก่อน ตรงเข้าไปที่ Food Court ที่อยู่ไม่ไกล แยกย้ายกันไปเลือกร้านที่ถูกใจ บางร้านก็สามารถใช้คูปองส่วนลดที่ได้มาได้เลย อาจจะได้ลดราคา หรือ ได้ขนม เครื่องเคียงเพิ่มมาก็แล้วแต่เงื่อนไขของร้านค่ะ ... กินอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปสำรวจ ก่อนแยกก็นัดเวลาว่ากลับมาเจอกันที่ฟู้ดคอร์ทตรงนี้เหมือนเดิมนะ

เดิน เดิ้น เดิน ตามชอบใจ ช้อปปิ้งกันหายอยากก็รวมตัวชวนกันกลับค่ะ ... ทำเวลาดีกว่าที่วางไว้ ออกไปเจอรถบัสที่วิ่งตรงกลับเข้า Fukuoka พอดี เลยได้นั่งตรงยาว สบ๊ายยยย สบายกลับไปเลย ... รถบัสไปจอดที่ Tenjin Bus Station แล้วก็นั่งรถไฟใต้ดินต่อกลับมาที่โรงแรม

ถึงโรงแรมรับกระเป๋าที่ฝากไว้ จัดสมบัติที่ไปซื้อเพิ่มมาให้พกง่าย ถือง่าย ย้ายที่สะดวก แล้วก็เรียกรถแท๊กซี่ให้พาไปที่พักต่อไป ... จริงๆ ไปรถไฟใต้ดินก็ไม่ลำบาก แต่สัมภาระไม่น้อย กระเป๋าใหญ่เล็กแล้วยังมีถุงอีก ลากขึ้นๆ ลงๆ สถานี แล้วต้องเดินต่อ เราตัวเปล่าๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่คนท้องนี่ซิ คงทุลักทุเล ... เดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่โรงแรมให้ช่วยเรียกแท๊กซี่ให้ 2 คัน รอพักนึงรถก็มารับค่ะ

พอรถมาก็ยื่นที่อยู่ของอพาร์ทเม้นท์ให้คุณคนขับดู คุณลุงคนขับก็จิ้มๆ GPS ขับพาเราไปส่งถึงที่หมาย Apartment ที่จองผ่าน Airbnb กว่าจะถึงก็ลุ้นนิดหน่อย เพราะเราก็ไม่รู้ชื่ออพาร์ทเม้นท์ จำได้แต่ป้ายหน้าตึกว่าหน้าตาเป็นยังไง  แล้วแยกกันนั่ง 2 คันอีก ต้องคอยคุยกันผ่านไลน์ว่าถึงไหนแล้ว ถึงรึยัง ... พอถึงเรียบร้อยก็กดรหัส Mailbox เอากุญแจห้องที่อยู่ข้างใน แล้วต้องหาทางผ่านเข้าประตูไปอีก เงอะงะ งุนงงอยู่นานว่าจะผ่านเข้าไปยังไง ทำไมประตูอัตโนมัติไม่เปิด ต้องกดรหัสหรือต้องทำยังไงถึงจะผ่านได้ ทำเปิ่นอยู่นานกว่าจะรู้ว่าแค่ไขกุญแจตรงแผงหน้าปัดก็เรียบร้อยแล้ว

ผ่านเข้าไปได้ก็หอบสมบัติขึ้นไปเก็บ เรียกว่าไปโยนทิ้งไว้จะเหมาะกว่า เพราะเปิดเข้าห้องได้ก็วางของแล้วออกมาต่อเลย เพราะหิวแล้ว ... เดินกลับมาที่สถานี Hakata ซึ่งอยู่ไม่ไกล เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึง แต่เดินมาถึงแล้วมีปัญหาตรงที่ไม่รู้จะเลือกกินอะไรดี เพราะมีร้านอาหารให้เลือกหลากหลายเหลือเกิน

เดินสำรวจอยู่หลายชั้น หลายจุด หลายโซน สุดท้ายตกลงเลือกที่ชั้น 9 ซึ่งมีตัวเลือกอาหารเยอะดี ... มาสรุปที่ เซ็ทอาหารญี่ปุ่นที่เห็นแนะนำอยู่ในแผนที่นำเที่ยว สั่งกันมาคนละชุด พออิ่มแล้วก็เดินเที่ยวในห้างที่อยู่ในสถานีต่อ


เดินในอาคารได้ไม่นาน ก็ออกมาเตร่ข้างนอกดีกว่า เพราะลานด้านหน้าสถานีจัด Illumination เตรียมรับฤดูหนาว แสง สี ตื่นตาตื่นใจ ... อากาศชักเย็นขึ้นเลยชวนกันเดินกลับ แต่ก่อนกลับไม่ลืมตุนเสบียงสำหรับมื้อเช้าพรุ่งนี้ เพราะที่พักมีแต่ห้องเปล่าๆ ไม่มีอาหาร แต่มีอุปกรณ์ครัว พร้อมเตาไมโครเวฟให้ใช้

กลับถึงห้องพัก ก็พากันรื้อกระเป๋า ทยอยกันอาบน้ำ แล้วก็เข้านอน ... มาเที่ยวทริปนี้นอนเร็วตื่นเช้าทุกวัน ถ้าดูเวลาญี่ปุ่นก็ปกติ แต่ถ้าดูเวลาไทยนี่ เรียกว่านอน 3 ทุ่ม ตื่นตี 5 แทบจะทุกวัน ... รีบเข้านอน พรุ่งนี้ เดินกันต่อ

Japan #2 : Kyushu (Yufuin-Fukuoka)

เวลา 1 วัน ใน Yufuin ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ... ทีแรกตั้งใจจะตื่นแต่เช้าลงไปแช่ออนเซ็นห้องรวม แต่กลัวจะเพลิน ใช้เวลายามเช้าที่มีจำกัดนานเกิน เลยตัดสินใจอาบน้ำแต่งตัวเก็บของ เตรียมไปจัดการมื้อเช้า

เดินฝ่าลมเย็นฉ่ำไปทานอาหารเช้าอีกตึกนึง มื้อเช้าของที่นี่รวมอยู่ในค่าห้องพักแล้ว เป็นชุดอาหารแบบญี่ปุ่น อาหารหลักโรงแรมเตรียมไว้ให้แล้วแค่นั่งโต๊ะ ก็ยกมาเสิร์ฟทันที ส่วนข้าว ซุป น้ำดื่ม ตักได้เอง ... ที่นี่มีไข่ไก่สดๆ เตรียมไว้ พร้อมป้ายบอกวิธีกิน ให้ตอกไข่ไก่สดๆ คลุกกับข้าว ราดโชยุ  อยากลองชิมแต่ใจไม่ถึง พอมานึกตอนนี้ก็เสียดายว่าน่าจะลองให้รู้รสชาติ ... เป็นอีกหนึ่งมื้อที่อิ่มมากกกก อิ่มท้องด้วย อิ่มตาด้วย เพราะห้องอาหารที่นี่วิวสวยยยยยย มากกกกกกกก (เสียดายที่ลืมติดกล้องไปถ่ายรูปเก็บไว้)

อิ่มแล้วก็มาเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ พอลงมาล้อบบี้เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า เรียกแท๊กซี่ให้เรียบร้อยแล้วนะ รอสักครู่ ... หูยยยยย ประทับใจ

Day 4 : 18 พ.ย. 57 ... นั่งรถไฟจากสถานี Yufuin - Hakata ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ นั่งชมวิวเพลินๆ จดบันทึก ตรวจทานแผนเที่ยวของวันนี้ เตรียมเอกสารจองโรงแรม ... เพราะนั่งเตรียมของนี่หล่ะ ถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนลืมชาร์จแบตกล้อง วันนี้ขาดภาพประกอบซะแล้ว

ถึงสถานี Hakata แล้ว ก็ต้องลากกระเป๋าไปนั่งรถไฟใต้ดินต่อ เพราะเคยเดินในสถานีนี้แล้ว เริ่มคุ้นทางลากกระเป๋าลงบันไดเลื่อนคล่องแล้ว ... นั่งรถไฟไปสถานี Gion เดินออกจากทางออกนิดนึงก็ถึงที่พักคืนนี้ Toyoko Inn Hakata Ekimae Gion ทำเรื่องเช็คอิน กระเป๋าใหญ่ที่ฝากส่งมา ถึงแล้วเรียบร้อย เลยจัดการฝากกระเป๋าใบเล็กที่ลากตะลอนมา 3 วัน เอาไว้ด้วย สัมภาระเรียบร้อย ก็ออกเดินเที่ยวเลยค่ะ

เริ่มกันที่ Tochoji Temple แค่เดินข้ามถนนจากโรงแรม แล้วเดินต่ออีกหน่อยก็ถึงค่ะ วัดเงียบ สงบ แต่ดูขลัง เดินชมสักหน่อย แล้วก็เดินไปจุดหมายต่อไปที่อยู่ไม่ไกลกันค่ะ แค่เดินเข้าซอยต่อไปอีกนิดก็ถึง Shofukuji Temple วัดนี้ร่ม ครึ้ม เย็น ... ที่ประทับใจคือวัดนี้มีแมวอยู่หลายตัว มีอยู่ตัวนึงหน้าอย่างโหด แต่นอนนิ่งอยู่ข้างๆ ชายญี่ปุ่นที่นั่งเล่นอยู่ด้วย แล้วสักพัก คุณแมวก็หงายท้องนอนอ้าซ่า แล้วก็นอนอยู่ท่านั้นนานนนนน มากกกก เรียกว่าใครที่เดินแวะเข้ามาในวัดนี้ ต้องเดินแวะมาดู แล้วก็อมยิ้มทุกคน

ชมวัดพอเป็นพิธี ไปเดินหามื้อเที่ยงดีกว่า ... เสี่ยงดวงเลือกร้านข้างทางที่เดินผ่าน อ่านก็ไม่ออกว่ามีอะไรขายบ้าง แต่ดูจากรูปแล้ว เจอข้าวแกงกะหรี่หมูทอด กับ ชุดของทอด สั่งมาลองชิมก็ไม่เลว ... ท้องอิ่มก็ออกเดินต่อ

มุ่งหน้าไป Kushida Shrine ศาลเจ้าเก่าแก่ของฟุกุโอกะ ล้างมือตามธรรมเนียมญี่ปุ่นเรียบร้อย ก็ไหว้พระขอพร เดินชมมุมต่างๆ แล้วก็ออกเดินไปจุดหมายต่อไป

Canal City ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตแห่งฟุกุโอกะ มีทั้งร้านค้า ร้านอาหารสารพัดให้เลือก ไปเที่ยวธรรมชาติ เที่ยวปราสาท เที่ยววัดมาแล้ว ตอนนี้ก็ได้เวลาช้อปปิ้งแล้วค่า ... 4 คน แยกเป็น 2 คู่ เดินช้อปปิ้งตามชอบใจ นัดเวลาว่าจะเจอกันกี่โมง ที่ไหน เรียบร้อย ก็ออกสำรวจห้างเลยค่ะ

พอถึงเวลานัดก็กลับมาเจอกัน ดีที่เช่า Pocket Wifi ไป 2 เครื่อง แยกกันไปเดินก้ไม่มีปัญหา ส่งไลน์หากันได้สะดวกสุดๆ ... ที่ Canal City มี Ramen Stadium เรา 4 คน เลยเลือกฝากท้องไว้ที่นี่หล่ะค่ะ มีร้านราเม็งขึ้นชื่อ 8 ร้าน ให้เลือกชิม

เลือกไม่ถูกว่าจะเข้าร้านไหน เราเลยเลือกนั่งโต๊ะตรงพื้นที่ส่วนกลาง แล้วแยกย้ายกันไปสั่งราเม็นจากร้านที่แต่ละคนชอบ ... วิธีสั่งซื้อ ก็ต้องหยอดตังค์กดตู้สั่ง แล้วนำกระดาษที่ได้ไปส่งให้พนักงานด้านใน กลับมานั่งรอที่โต๊ะ เดี๋ยวพนักงานก็เอามาเสิร์ฟค่ะ ... อย่าถามนะคะว่าสั่งร้านอะไร เมนูอะไร เพราะอ่านไม่ออกเลย ญี่ปุ่นล้วนๆ สั่งกันคนละอย่างแล้วมาแลกกันชิม ได้อร่อยแบบหลากหลาย

ท้องอิ่มแล้วก็เดินกลับโรงแรมค่ะ ... วันนี้ตั้งแต่เข้าเมืองมาก็เดินเที่ยวอย่างจริงจัง ทั้งขา ทั้งเท้า ทำงานเต็มที่ กลับเข้าห้องพักเอาเท้าแช่น้ำอุ่นๆ เก็บข้าวของ เตรียมตัวลุยวันพรุ่งนี้ต่อดีกว่า

15.10.58

๋Japan #2 : Kyushu (Beppu-Yufuin)

หลังจาก เมื่อวาน ได้แช่ออนเซ็นก่อนเข้านอน ก็ติดใจ กะว่าจะตื่นมาลองแช่ออนเซ็นบ่อรวมสักรอบ ... แต่ฟุตองนุ่มๆ กับผ้าห่มอุ่นๆ มันช่างดึงดูดเกินจะต้านทานไหว ปล่อยตัวกลิ้งอยู่บนที่นอน จนได้เวลาต้องตื่น อาบน้ำในห้องนอนนั่นหล่ะ ไม่ลงไปออนเซ็นแล้ว 


ลงไปจัดการมื้อเช้าเลยดีกว่า มื้อนี้ก็รวมอยู่ในค่าห้องแล้วเช่นเดียวกับมื้อเย็นนะคะ ... เป็นมื้อเช้าสไตล์ญี่ปุ่นแบบเต็มพิกัด มีไม่มาก แต่กินแล้วอิ่มใช้ได้ ... อิ่มแล้วก็จัดการเก็บสัมภาระ เตรียมเดินทางกันต่อค่ะ

Day 3 : 17 พ.ย. 57 ... ค่อยๆ เดินลากกระเป๋า รับลมเย็นๆ ไปสถานี ... ทริปนี้มีคนท้องเลยต้องเผื่อเวลาเดินไว้เยอะหน่อย คนท้องจะได้ไม่ต้องรีบจ้ำ ไม่เหนื่อยเกินไป ส่วนใหญ่ก็ทำเวลาได้ดี มีเวลาเหลือ ให้นั่งเล่น ถ่ายรูปเล่น 


บ๊าย บาย Beppu ... นั่งรถไฟขบวน Sonic ไป Oita แล้วเปลี่ยนขบวนไปนั่ง JR Kyudai Line ไป Yufuin เพราะเป็น ขบวน Local เลยวิ่งเรียบๆ เรื่อยๆ ให้เรามีเวลาชมวิวข้างทาง วิ่งผ่านเขาไปหลายลูก ใบไม้ยังเขียว มีที่เปลี่ยนสีอยู่บ้างประปราย เห็นแล้วไม่ได้ชวนตะลึง เลยแอบหวั่นใจว่าที่ Yufuin ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปนั้น จะมีใบไม้เปลี่ยนสีรอเราอยู่มากแค่ไหน


แต่ Yufuin คงมีมนต์พิเศษ ที่แค่ก้าวพ้นสถานีออกมาเจอวิวนี้ ก็ทำให้ใจเต้นโครมคราม ... อากาศเย็นฉ่ำ สุดปลายถนนเป็นวิวภูเขาที่มีใบไม้สลับสีแซมอยู่นิดๆ หลังหมอกที่ลอยเอื่อยๆ 

รีบไปสำรวจเมืองนี้ดีกว่า จัดการเรียกแท๊กซี่ให้ไปส่งที่พัก เพราะที่พักที่เราเลือกไว้ที่เมืองนี้อยู่ค่อนข้างไกล จริงๆ ถ้าจะเดินก็ได้หล่ะ แต่ต้องเซฟพลังงานให้คนท้อง ... แท๊กซี่แล่นซอกแซกไปตามซอย แค่ได้มองร้านค้า 2 ข้างทางก็ตื่นเต้นแล้ว

ถึงที่พัก จัดการเช็คอิน จองห้องออนเซ็นส่วนตัวเรียบร้อย ที่นี่ดีตรงที่แม้จะจองห้องพักห้องเดียว แต่เราสามารถจองห้องออนเซ็นได้หลายห้องหลายรอบ กรุ๊ปเรา 4 คน จองรอบค่ำเอาไว้ 2 ห้อง ... จัดการฝากสัมภาระชิ้นใหญ่ พกไปเฉพาะชิ้นจำเป็น ออกไปเดินเที่ยวกัน

แม้จะได้แผนที่มาจากโรงแรม แต่ก็เดินงง เลาะไปเจอ Yufuin Floral Village เท่านั้นหล่ะค่ะ ตื่นตาตื่นใจเลย เดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ ทั้งใช้ ของเล่น ของฝาก ของจุกจิกกุ๊กกิ๊กประสาญี่ปุ่น ... แต่ที่ดึงดูดใจสุดๆ หนีไม่พ้น ของกิน


ขนมปังไอติม นี่คืออย่างแรกที่ชิม และประทับใจที่สุด ขนมปังนุ่มๆ อุ่นๆ หอมเนย กับซอฟท์ครีมเย็นๆ มันเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ถึงกับต้องเบิ้ลซ้ำอีกรอบ ... ส่วนไก่ทอด กับ โคโรเกะ ก็อยู่ใกล้ๆ ซื้อมาลองชิมดูสักหน่อยให้พอรู้รส

ชิมพอให้มีแรงเดินไป Kirinko Lake ... ว่าแต่จะต้องเดินไปทางไหนเนี่ย ร้านค้าข้างทางมันช่างดึงดูดให้เราเข้าไป เดินไม่ถึงที่หมายสักที ... เอาหล่ะ เดินตามคณะทัวร์คงถึงแน่ๆ และแล้วเราก็เดินมาจนเจอป้ายบอกทางเข้า


และนี่คือ ภาพแรกที่เห็น ... ยืนนิ่งๆ มองให้เต็มตา เก็บภาพบันทึกลงสมองให้เต็มที่ แล้วค่อยหยิบทั้งกล้อง ทั้งมือถือ มาเก็บภาพซ้ำไว้ ... มุมเดียวนี่กดชัตเตอร์เก็บไว้หลายรอบเหลือเกิน เพราะถ่ายยังไงภาพที่ได้ก็สวยน้อยกว่าที่ตาเห็น

ถ่ายรูปมุมนี้จนจุใจ ก็เดินลึกเข้าไปด้านใน ... ที่ห่วงว่าจะเจอใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ รึเปล่า ที่นี่จัดมาครบ มาแบบเต็มพิกัด ทั้งเหลือง ส้ม แดง น้ำตาล เข้าใจเลยว่า สวยจนตะลึงเป็นยังไง ... ที่ตั้งใจจะมาดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น ภารกิจลุล่วงแล้ว


เดินวนรอบทะเลสาป เหนื่อยใช้ได้ ให้คนท้องได้นั่งพักเท้าสักหน่อย และเราทั้ง 4 จะได้เติมอะไรจริงจังรองท้องสักนิด ... ร้านโซะบะคนน้อยหน่อย น่าจะรอไม่นาน เลือกร้านนี้แล้วกัน มีทั้งแบบร้อน และเย็นด้วย ลองสั่งมาทั้ง 2 แบบแบ่งกันชิมดู ก็โอเคดี

ได้พักแล้วก็ออกเดินกันต่อ ยังมีร้านรวงอีกสารพัดให้แวะชม แวะดู แวะถ่ายรูป ... หลงรัก Yufuin อย่างจริงจัง เมืองอาไร้ น่ารักน่าเอ็นดู ... เดินๆ ไปเจอ ป้าย Igrek Chocolat Cafe ว่าที่คุณพ่อเลยชวนเดินเข้าไปดู เหมือนหลงเข้ามาในหมู่บ้านขนาดย่อม มีบ้านกระจายอยู่ 4-5 หลัง แล้วแต่ละหลังก็เปิดร้านในบ้านนั่นแหละ พอเข้ามานั่งด้านใน เอ๊ะ มันดูคุ้นๆ ตา

ระหว่างรอชอคโกแลตร้อนที่สั่งไป ก็นั่งนึกต่อว่าเคยเห็นที่ไหน อ๋ออออ นึกออกแล้ว เคยเห็น ร้านนี้ จาก รายการ Majide Japan ตอนพาเที่ยว Yufuin นี่เอง ... พอคุณเจ้าของร้านเอาชอคโกแลตมาเสิร์ฟ ก็เลยบอกให้เขารู้ว่าร้านเขาได้ออกรายการนำเที่ยวด้วยนะ ใช้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษามือ สุดท้ายเปิดคลิปให้เขาดูเลย พอเขาเห็นคลิปก็ตื่นเต้น ปล่อยให้เขาดูไป ส่วนเราก็ไปละเลียดชิมชอคโกแลตร้อน เข้มข้น หอมๆ ขมๆ อร่อยๆ ... ตอนเก็บตังค์ คุณเจ้าของส่งชอคโกแลตเป็นของกำนัลมาให้ ตอบแทนที่แนะนำคลิปให้เขา เราก็โค้งขอบคุณที่เขาให้ขนมมา ... ประทับใจสุดๆ

อิ่มใจแล้วเดินสำรวจเมืองต่อ ได้ชิมขนมโน่นนี่รายทางเพิ่มอีก ทั้งไก่ทอด โมจิ ทาโกะยากิ ขนมเค้ก ซื้อมาอย่างละนิดแบ่งกันชิมให้รู้รส พอให้หายข้องใจ ... เดินชิมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่มาถึง จนแทบจะสะกดคำว่าหิวไม่เป็น เลยตกลงกัน แวะเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ตุนเสบียงมื้อเย็นเอาไปกินในห้องพัก ได้มาทั้งซูชิ ซาชิมิ แซนด์วิช และขนมจุบจิบ ... ตุนเสบียงพร้อม เดินกลับโรงแรม ถึงโรงแรมก็เมื่อย เหนื่อย และหิวอีกรอบพอดี


Yawaragi No Sato คือที่พักที่เราเลือกสำหรับเมืองนี้ค่ะ ... หาข้อมูลที่พักในเมืองนี้อยู่หลายจุด แต่ที่พักใกล้ๆ ทางเดินหลัก ไม่ว่าง เลยเลือกที่ห่างออกมาหน่อย ซึ่งไม่ผิดหวังเลยค่ะที่เลือกที่นี่

เพราะตอนกลับมาถึง แจ้งขอรับกุญแจ พนักงานก็ส่งของที่ระลึกให้เรา 4 คน คนละชิ้น สำหรับผู้หญิงได้ถุงผ้าลายญี่ปุ่นเพิ่มกันอีกคนละใบ ... และแจ้งพนักงานล่วงหน้าไว้ว่า พรุ่งนี้จะรบกวนให้เรียกแท๊กซี่มารับ เพราะจะต้องไปขึ้นรถไฟเที่ยว 9 โมงเช้า พนักงานรับคำลงบันทึกไว้ ...  แล้วพอถามถึงกระเป๋าที่ฝากไว้ ก็ได้คำตอบว่าจัดการยกขึ้นไปไว้ในห้องให้เรียบร้อยแล้ว หูยยยยย เลิฟสุดๆ


ที่นี่เป็นที่พักที่ราคาแพงที่สุดของทริปนี้ 46,600 เยน ต่อ 4 คน รวมอาหารเช้าด้วย ... เป็นการจ่ายที่คุ้มค่ามาก เพราะห้องพักกว้างแบบลูกผสมทั้งญี่ปุ่นและยุโรป มีเตียงนอน และพื้นที่ให้ปูฟูกนอนแบบญี่ปุ่น มีห้องน้ำ ห้องสุขาพร้อม ครบทุกสิ่งที่คุณต้องการแน่นอน

จัดโต๊ะวางเสบียงที่เตรียมมา กินไป คุยไป รอเวลาลงไปออนเซ็น ... นัดเวลาเดียวกัน 2 ห้อง ลงไปพร้อมกัน ต้องเดินแยกออกไปตึกอีกฝั่ง ห้องที่เราจองไว้ชื่อ Goemon มีทั้งบ่อ Indoor และ Outdoor เราเริ่มแช่บ่อ Indoor ก่อน แล้วย้ายออกไป Outdoor ได้ประสบการณ์ใหม่ ที่ตัวแช่น้ำร้อนๆ ส่วนหัวรับลมเย็นฉ่ำ แต่ที่เหมือนเดิมคือลุกขึ้นมาแล้ว สบ๊ายยยย สบายตัว ... เดินกลับเข้าตึกพัก นั่งพัก กดน้ำเย็นๆ ดื่มให้ชื่นใจ แล้วกลับขึ้นห้องพัก

มาจัดการปูฟูกนอนเอง แล้วก็ซุกตัวเข้าไปนอน ฟูกนุ่มๆ อุ่นๆ นอนหลับสบายสุดๆ ... พรุ่งนี้ มีแรงเดินสบาย

14.10.58

๋Japan #2 : Kyushu (Kumamoto-Beppu)

เมื่อวาน สำรวจเมือง Kumamoto พอสังเขป เข้าที่พัก จัดการแยกสัมภาระ กระเป๋าเล็ก กระเป๋าใหญ่ เข้านอนชาร์จแบตเตรียมร่างให้พร้อม ... รีบตื่นแต่เช้า มาต่อคิวทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้


ข้าว ผักดอง สลัด ซุป และ น้ำชา เป็นอาหารเช้าที่ให้ความรู้สึกว่าอยู่ญี่ปุ่นจริงๆ ... ห้องอาหารที่นี่มีที่นั่งจำกัดค่ะ ส่วนใหญ่รีบกินรีบไป ไม่นั่งยืดย้วย และต้องลุกจากโต๊ะไปแบบเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อยเหมือนเดิมด้วยค่ะ ... เอาถาดอาหารไปเก็บ แยกภาชนะ เศษอาหาร แล้วต้องเช็ดโต๊ะให้สะอาดด้วยค่ะ เพราะทุกโต๊ะมีกล่องใส่ผ้าเช็ดโต๊ะวางไว้ให้แล้ว

กินข้าวเสร็จ ก็หยิบกระเป๋ามาเช็คเอาท์ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าให้ช่วยจัดส่งกระเป๋าใหญ่ไปที่โรงแรมในเครือเดียวกัน ที่สาขา Hakata ที่เราจะเข้าพักวันที่ 18 ... พนักงานส่งแบบฟอร์มมาให้กรอก แต่สาวไทยทำหน้าตามึนงงและยิ้มแห้งๆ ใส่ พนักงานสาวเลยใจดีกรอกแบบฟอร์มให้ ยืนรอพร้อมยิ้มหวาน แล้วจ่ายค่าธรรมเนียมจัดส่งของให้พนักงาน

Day 2 : 16 พ.ย. 57 ... ได้เวลาออกเดินทางกันต่อค่ะ เดินออกจากโรงแรมไปสถานีแค่นิดเดียว ตามแผนเก่าตั้งใจจะนั่งรถไฟขบวน Aso Boy 1 ในขบวนรถไฟไฮไลท์ของคิวชู แต่อดนั่งค่ะ เพราะเปลี่ยนเส้นทาง


แม้จะไม่ได้ขึ้นไปทักทาย Kuro Chan บนขบวน Aso Boy ก็ทักทายที่สถานีเลยค่ะ เจ้าหมาดำหน้าตาน่าเอ็นดูวิ่งเล่นอยู่เต็มสถานี หวังว่าจะมีโอกาสได้ทักทาย Kuro บนขบวนสักครั้ง ... ซื้อของฝาก ขนม แล้วเข้าชานชลาไปรอชินคันเซ็นกลับไป Hakata แล้วเปลี่ยนขบวนมุ่งหน้าไป Beppu หาที่นั่งเรียบร้อยก็หยิบตั๋วมาเสียบไว้เบาะด้านหน้าเลยค่ะ แล้วจะหลับยาวก็สบาย ถ้าคุณเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋วก็ไม่มีปัญหา

แต่เราไม่ได้หลับหรอกค่ะ นั่งชมวิวข้างทางเพลินๆ มีพนักงานเข็นรถสารพัดเครื่องดื่ม ขนม ข้าวกล่อง มาขาย อุดหนุนมารองท้องอีกนิด ... นั่งไปถึงสถานีนึง มีเสียงประกาศอะไรสักอย่าง แล้วผู้โดยสารบนรถก็ลุกมาหมุนเบาะที่นั่ง เอ้า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม หมุนกับเขาด้วย สักพักเดียวเราก็มาถึง Beppu ค่ะ

ถึงปุ๊บก็จัดการเดินสำรวจสถานี เจอร้านอาหารก็แวะรองท้องซะเพราะได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว ... ร้านชื่ออะไรไม่รู้ 


หิวตาลาย เปิดเมนูจิ้มสั่งกันแบบงุนงง กินกันจนเต็มพุง แล้วก็ออกไปถามข้อมูลที่ Tourist Information ที่อยู่ในสถานี เพื่อถามเรื่องสายรถเมล์ที่เราจะนั่งไปเที่ยวกัน ได้ข้อมูลชัดเจนพร้อมแผนที่ก็ลากกระเป๋าเดินไปที่พักเลยค่ะ


ใครมาถึง Beppu ก็ต้องผ่านรูปปั้น Shiny Uncle ที่อยู่ด้านหน้าสถานี เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวเบปปุเป็นที่รู้จักและคึกคักมากขึ้น ... แล้วด้านหน้าสถานียังมีบ่อน้ำพุร้อนให้แช่มือได้ด้วย และเพราะเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำพุร้อน ระหว่างทางก็จะเจอบ่อน้ำพุร้อนแบบ Hand Bath ให้แช่อยู่อีกหลายจุด


เดินไปไม่นานก็ถึงที่พักคืนนี้ค่ะ Nogami Honkan พักแบบเรียวกัง ก็ต้องเลือกห้องพักสไตล์ญี่ปุ่น นอนห้องเสื่อทาทามิ กับ ฟูกฟุตอง ... วางสัมภาระที่ไม่จำเป็น แล้วก็ออกไปเที่ยวกันต่อ

แต่เปิดดูตารางรถเมล์ที่ได้มาแล้ว กว่าจะรอรถเมล์มาก็นาน กว่าจะไปถึง คงไม่ทันเข้าชม เลยตัดสินใจนั่งแท๊กซี่ดีกว่า ... ลงไปถามเจ้าหน้าที่โรงแรมเรื่องแท๊กซี่ เจ้าหน้าที่ใจดีจัดการโทรเรียกให้เลย รอไม่นาน แท๊กซี่ก็มารับถึงหน้าโรงแรมเลยค่ะ

แท๊กซี่ที่ญี่ปุ่น เราไม่ต้องเปิด-ปิดประตูรถเองนะคะ คุณคนขับจะกดปุ่มเปิด-ปิดอัตโนมัติให้ ยืนรอประตูเปิด ก้าวขึ้นรถแล้วนั่งสวยๆ สบายๆ เท่านั้นพอค่ะ ... นั่งชมวิว ชมเมืองข้างทาง แป๊บเดียวก็ถึงค่ะ จ่ายค่ารถให้คุณลุงคนขับรถ ต่อให้มีแบงค์ใหญ่ คุณลุงก็มีเงินทอนพร้อม ไม่มีปัดเศษขึ้น ปัดเศษลงเหมือนแท๊กซี่เมืองไทย แม้เราจะอยากให้ทิป คุณลุงก็ไม่รับค่ะ นับเหรียญมาทอนเราแบบพอดีเป๊ะ

เรามาที่ 8 Hells (Jigoku) บ่อน้ำพุร้อน 8 บ่อ ที่เป็นไฮไลท์ของเบปปุ แต่ละบ่อจะมีน้ำพุร้อนที่ต่างกันไป มี 6 บ่อ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน เดินเที่ยวได้ และอีก 2 บ่อ ที่ห่างออกไป ... มีตั๋วเข้าชมแบบรวม 8 บ่อขาย แต่เรามีเวลาไม่มากนัก เลยซื้อแบบแยก


เราเข้าชมแค่ 2 บ่อ คือ Umi Jigoku ที่เป็นบ่อน้ำสีฟ้าเหมือนน้ำทะเล กับ บ่อ Oniishibozu Jigoku ที่เป็นบ่อโคลน ค่ะ ... กลิ่นกำมะถันลอยมาเตะจมูกเป็นระยะ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเรามัวแต่ตื่นเต้นกับการถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสี แล้วยังเจอตู้ไอติม Glico Seventeen Ice ที่ช่วงนั้นกำลังฮิตในเมืองไทย แต่หากินยากเหลือเกิน มาเจอถึงนี่ก็ต้องลอง 

แล้วออกไปเจอ คัสตาร์ด อีก 1 เมนูขึ้นชื่อของที่นี่ มีขายอยู่ด้านหน้าทางเข้า คู่กับ ไข่ต้ม ไปกัน 4 คน ชอบชิมทุกคน ก็ปักหลักซื้อมานั่งชิมกันจริงจังซะเลย ... พอได้ปักหลักนั่ง ก็ชักจะขี้เกียจเดิน เลยชวนกันนั่งรถกลับไปสำรวจแถวๆ ที่พักดีกว่า

ขามานั่งแท๊กซี่ ขากลับนั่งรถเมล์แล้วกัน แต่ ..... เราออกมาช้าไป 2 นาที รถเมล์สายที่วิ่งผ่านที่พักเราเพิ่งออกไป เอาหล่ะซิ ต้องรอรถคันใหม่ ยืนศึกษาสายรถเมล์ตรงป้ายรถเมล์ด้านหน้า ดูไปก็งง ... สายที่คุณเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวบอกมาก็ต้องรออีกนาน ทำอย่างไรดี

ลองขึ้นไปถามคนขับรถ ว่าจะไป Beppu Station คนขับพยักหน้า โอเคขึ้นเลย ... แต่นั่งไปนาน น้านนนน นานนน ทำไมไม่ถึงสักที ดีที่จำจุดสำคัญใกล้ที่พักได้ พอเห็นก็เลยรีบลง ไม่ต้องไปจนสุดสาย แล้วเดินย้อนกลับมาใหม่

เทคนิคการนั่งรถเมล์ญี่ปุ่น ... ขึ้นรถที่ประตูด้านหลัง ขึ้นแล้วหยิบหมายเลขตรงกล่องด้านข้างซึ่งจะบอกให้เรารู้ว่าขึ้นรถจากป้ายไหน ด้านหน้าจะมีจอบอกตัวเลขพร้อมกับราคาค่ารถที่จะปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนจะลง ก็ดูว่าตัวเลขของเราต้องเสียค่ารถเท่าไหร่ ก็เตรียมเงินให้พอดี หยอดลงกล่องรับเงินด้านหน้า ก่อนจะลงประตูหน้าเลยค่ะ ... แต่ใครที่ใช้บัตรเงินสด ตอนขึ้นก็แตะบัตร ตอนลงก็แตะบัตร สะดวกสุดๆ

นอกจากรถเมล์ญี่ปุ่นจะตรงเวลาแล้ว ยังปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารสุดๆ ... ห้ามเดินไปมาตอนรถวิ่ง ตอนขึ้นรถ เราเดินไปถามคนขับเพื่อความมั่นใจ คนขับส่งเสียงเหมือนดุ แล้วโบกมือห้าม พร้อมทำท่าให้กลับมานั่งที่ ... พอรถถึงป้าย ประตูด้านหน้าจะเปิดให้คนเดินลงก่อน ผู้โดยสารไม่ต้องรีบร้อนลุกมาเตรียมลงป้ายเหมือนเมืองไทย นั่งไปให้สบาย พอถึงป้ายที่จะลงค่อยลุกเดินมา แม้คนจะแน่นเต็มคันก็ไม่ต้องรีบลนลาน เพราะคุณคนขับจะรอจนคนลงหมดทุกคนก่อน แล้วค่อยเปิดประตูด้านหลังเพื่อรับผู้โดยสารขึ้น และก็รอจนกระทั่งผู้โดยสารเดินขึ้นจนครบทุกคน ถึงจะปิดประตูรถ แล้วเคลื่อนที่ ... แม้จะใช้เวลาจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร แต่ก็ยังมาถึงป้ายตรงเวลาเสมอ เยี่ยมมมมมมมมมสุดๆ

ข้อดีของการนั่งรถเมล์ผิดสาย ผิดทาง เราเลยได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ... พอลงรถเรียบร้อยก็เดินไปสำรวจสักหน่อย แต่มีเวลาจำกัด เพราะเรามีนัดทานอาหารค่ำที่โรงแรมอยู่


ชุดอาหารสไตล์ญี่ปุ่น มาอย่างละนิด อย่างละหน่อย แต่มาหลายอย่างขนาดนี้ ทีแรกคิดว่าจะอิ่มรึเปล่าน้อ แต่กินๆ ไป เอ่ออออ อิ่มก่อนจะกินหมด ... ท้องอิ่มก็ได้เวลา ออนเซ็น พอดี 

ที่เรียวกังมีบ่อออนเซ็น ทั้งแบบสาธารณะ และแบบห้องส่วนตัว ... ลูกค้าที่มาใช้บริการห้องพัก 1 ห้อง สามารถจองเวลาใช้บริการห้องออนเซ็นส่วนตัวได้ 1 ชม. ... เรามากัน 4 คน ก็บริหารเวลาแบ่งกัน ผลัดกันไปแช่ออนเซ็น

ครั้งแรกกับการแช่ออนเซ็น ดี๊ ดี ที่ได้ลองในห้องส่วนตัว ลงแช่ได้อย่างสบายใจไม่เคอะเขิน ... น้ำร้อนจัด แช่แล้วตัวแดงเหมือนหมูสุก แต่พอขึ้นจากน้ำแล้ว ตัวเบา สบ๊ายยยย สบายยยย 

ตัวอุ่นๆ กลับมาซุกตัวนอนในฟูกญี่ปุ่น ที่ทั้งนุ่ม ทั้งอุ่น โอ๊ยยยยย หลับสบาย ลืมเมื่อย หายเหนื่อยเลยค่ะ ... ได้ชาร์จแบตเต็มที่ เตรียมตัวสำหรับ วันพรุ่งนี้ ต่อ

12.10.58

Japan #2 : Kyushu (Fukuoka - Kumamoto)

วางแผนเตรียมเที่ยว ไว้เรียบร้อย ตั๋วเครื่องบินพร้อม ที่พักมีแน่นอน ... คนท้องก็ได้รับคำอนุมัติจากคุณหมอ พร้อมจดหมายรับรองสำหรับแสดงให้สายการบินรู้ว่า แม้จะท้องแต่แข็งแรงดีเดินทางได้ ... รอแค่ถึงกำหนดวันเดินทาง สมาชิก 4 คน ก็พร้อมลุยเกาะคิวชู เกาะใต้ของญี่ปุ่นแล้วค่า

14 พ.ย. 57 ... แพ็คกระเป๋า เรียกแท๊กซี่มารับมุ่งหน้าไปสนามบินสุวรรณภูมิ สมาชิกพร้อมหน้า แต่เคาเตอร์ยังไม่เปิดให้เช็คอิน ก็ลากกระเป๋าไปหาข้าวมื้อสุดท้ายของวันกินรองท้องไว้ก่อน เพราะสายการบิน Jetstar เป็น โลว์คอสท์แอร์ไลน์ ไม่มีอาหารเสิร์ฟ คนท้องเองก็ได้ตุนขนมเผื่อไว้ยามหิวด้วย

ท้องอิ่มก็ถึงเวลาเข้ากระบวนการสนามบินพอดี ตั้งแต่เช็คอิน สแกนร่างและสัมภาระ ผ่าน ตม. เข้าไปด้านใน เดินชมสินค้าปลอดภาษี แล้วไปนั่งพักร่างกันที่ King Power Lounge เพราะไฟลท์ 3K509 BKK-FUK บินตอน 02.15 น. ... นั่งใจจดใจจ่อรอเวลาขึ้นเครื่อง ไม่ได้เพราะตื่นเต้นอยากเที่ยวหรอกค่ะ แต่อยากขึ้นไปนอน ง่วงจะแย่แล้ว

ขึ้นเครื่องได้ ก็รัดเข็มขัด จัดหมอนรองคอให้เข้าที่ คว้าที่ปิดตามาสวม แล้วก็ปิดสวิทช์ดับเครื่องตัวเองเลย ... นอนหลับๆ ตื่นๆ 09.30 เวลาญี่ปุ่น เราก็ถึงสนามบิน Fukuoka เรียบร้อย (เวลาที่นี่เร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมงนะคะ) ... ผ่าน ตม. รับกระเป๋า จัดการตัวเองและข้าวของ แล้วก็ลุย

Day 1 : 15 พ.ย. 57 ... เริ่มต้นทริปนี้อย่างเป็นทางการแล้วค่ะ สนามบินฟุกุโอกะ เป็นสนามบินที่อยู่ใกล้เมืองมากกกกก แค่นั่งรถไฟเข้าไปราวๆ 5-6 นาทีเท่านั้นค่ะ ... แต่เราต้องเดินออกจากอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ นั่ง Shuttle Bus ฟรี ไปที่อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ แล้วก็ลงไปสถานีรถไฟใต้ดินได้เลยค่ะ

แล้วเราก็มาถึงสถานี Hakata สถานีหลัก สถานีใหญ่ประจำเมืองฟุกุโอกะค่ะ ... มาถึงก็มึนเลย เพราะมีพื้นที่ทั้งบนดินใต้ดินหลายชั้นมากมาย มัวขึ้ตา เดินงงๆ เบลอๆ ดูป้าย จนมาเจอชั้น G ชั้นหลักที่เราต้องการ เพราะเรากำลังตามหา JR office ค่ะ ... หยิบ Exchange Voucher ที่ซื้อมาเปลี่ยนเป็น JR Kyushu Rail Pass เราซื้อแบบ 5 วัน เฉพาะเขต Northern Kyushu เท่านั้น ... แล้วก็จัดการจองที่นั่งสำหรับรถไฟสายต่างๆ ในทริปนี้เอาไว้เลย 

แลก JR Kyushu Pass เรียบร้อย จองตั๋วรถไฟเรียบร้อย ก็หาเสบียงเติมลงท้องกันค่ะ ... ที่สถานีนี้มีร้านครัวซองต์ชื่อดัง ที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลยั่วน้ำลาย เลยแวะซื้อมาลองชิมหน่อยนึง ... คนอื่นๆ ปลื้มกัน แต่กลุ่มเราเฉยๆ ไปสำรวจหาอาหารหนักมื้อหลักๆ ดีกว่า เดินไปเดินมาเลือกไม่ถูก เพราะมีตัวเลือกเยอะมาก เลยเข้าร้านซูชิจานเวียนแล้วกัน ไหนๆ ก็เพิ่งถึงญี่ปุ่น จัดซูชิประเดิมซะเลย

ท้องอิ่มแล้ว ก็เดินไปชานชลา ไปรอขึ้น Shinkansen ค่ะ เริ่มใช้ JR Pass ตั้งแต่วันนี้เลย ... จาก Fukuoka เรามุ่งหน้าไป Kumamoto


ระยะทางประมาณ 118 กม. ใช้เวลาไม่เกิน 40 นาทีก็ถึง ... บนขบวนมีเสียงประกาศทั้งภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ และยังมีตัววิ่งคอยแจ้งว่าถึงสถานีไหนแล้วด้วย สำหรับคนที่เหนื่อยๆ และอยากจะหลับ แนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนเวลาที่จะถึงสถานีปลายทางสักหน่อย รับรองว่าถึงตรงเวลาแน่ๆ

ถึง Kumamoto แล้ว ก็ลากกระเป๋าเดินหาโรงแรมเป็นอันดับแรก เข้าไปแจ้งเช็คอิน แต่ยังเข้าห้องพักไม่ได้ ก็ขอฝากกระเป๋าไว้ก่อนแล้วหยิบเฉพาะของที่จำเป็นติดตัวมาลุยเที่ยวกันค่ะ ... การเดินทางในเมือง Kumamoto จะใช้รถรางค่ะ  ใครที่มีแผนเที่ยวหลายจุด ซื้อ 1 Day Pass ใช้น่าจะคุ้มกว่า แต่เรามีเวลาไม่มาก ไปไม่เยอะ ก็ขึ้นไปจ่ายเป็นเที่ยวๆ เอา เตรียมเหรียญให้พอดีกับค่ารถ แล้วไปหยอดตอนจะลงรถ ... ใครที่มีแบงค์ก็ไม่ต้องห่วง บนรถมีเครื่องแลกเหรียญอัตโนมัติค่า

จุดหมายแรก คือ Kumamoto Castle สถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองนี้ ... ลงที่ป้ายรถราง No. 10 แล้วก็เดินต่อไปอีกสักระยะ เราก็ถึงค่ะ


ว่าที่คุณแม่เดินขึ้นบันไดไม่ไหว ขอนั่งรอด้านล่าง ว่าที่คุณพ่อเลยอยู่เป็นเพื่อน เราสองคนเลยเดินไต่บันไดขึ้นไปชมวิวที่ชั้นบนสุดของปราสาท ... ระหว่างทางแต่ละชั้นจะมีตู้แสดงข้าวของ และภาพต่างๆ ที่เกี่ยวกับปราสาท แต่ส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น เราแวะดูแต่ก็ไม่อินเท่าไหร่ แต่ใครที่ชอบก็แวะเดินชมไปเรื่อยๆนะคะ เพราะทางเดินในปราสาทนี้ บังคับเดินขึ้นทางนึง เดินลงทางนึง


ระหว่างทางไม่ดึงดูดใจเท่าไหร่ แต่ชั้นบนสุดสามารถมองเห็นวิวโดยรอบชวนให้ตื่นตาตื่นใจดี ... และมุมนี้มองดีดี จะเห็นเจ้า Kumamon หมีดำแก้มแดงมาสคอตชื่อดังประจำเมืองนี้อยู่ข้างตึก 

ชมปราสาทพอเป็นพิธี ถ่ายรูปเรียบร้อย ก็ย้ายพิกัดกันต่อ ... นั่งรถรางต่อไปอีก 1 ป้าย ที่ No.11 ไปเดินเล่นย่านการค้า Shimotori ค่ะ


เดินเจอบรรยากาศแบบนี้ ก็ออกอาการเหวอ เพราะป้ายส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น อยากจะหาร้านอาหาร ร้านขนมนั่งพักก็มึน งง เลือกไม่ถูก ... เดินดูของ เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ไปเรื่อยๆ เริ่มหิว แต่ก็เลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไรดี เพราะ งง เดชะบุญที่เหลือบเห็นป้ายร้าน Ichiran Ramen ที่คนไทยเรียก ราเม็งข้อสอบ

เห็นป้ายโฆษณาแขวนอยู่ด้านบน พร้อมลูกศรชี้ แต่ถนนเส้นนี้มีหลายทางแยก เลยไม่แน่ใจว่าจะต้องเลี้ยวซ้ายตรงไหนดี ต้องถามหล่ะ ... หมุนซ้ายหมุนขวา เห็น 2 สาวนักเรียนญี่ปุ่นเดินมา เดาเอาว่าน้องเขาน่าพูดภาษาอังกฤษได้บ้างหล่ะ เลยปรี่เข้าไปส่งยิ้มหวานแบบไทยๆ แล้วเอ่ยปาก "Sumimasen" แล้วชี้ป้ายบอกว่าจะไปร้านนี้อ่ะจ้า ช่วยบอกทางหน่อยได้มั้ย

2 สาวมองป้ายแล้วเดินหมุนดูป้ายทั้ง 2 ฝั่ง แล้วก็ชี้ทางให้ เราเอ่ยปากขอบคุณ พร้อมโค้งนิดๆ ตบท้ายด้วยยิ้มหวานซ้ำอีกที ... น้องเดินนำหน้าไปก่อน เรา 4 คนก็เดินตามไปห่างๆ พอถึงทางแยก น้องก็เดินเลี้ยวไปชะเง้อชะแง้ แล้วถอยกลับมาส่งสัญญาณชี้มือบอกว่าทางนี้ใช่แน่นอน ... พอเรา 4 คน เดินมาทัน ก็ Arigatou และโค้งให้กันอีกรอบ ก่อนจะเดินไปร้าน

ถึงหน้าร้านก็มึนต่อ เพราะเจอตู้กดซื้อราเม็งซึ่งมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ... หยอดเงินลงตู้แล้วจิ้มปุ่มตรงรูปที่ชอบใจ รับตั๋วที่ไหลออกมา แล้วถือเข้าไปส่งในร้าน


Ichiran Ramen จะจัดที่นั่งเป็นช่อง พร้อมมีใบรายการวางเอาไว้ให้ลูกค้าเลือก ความแข็งของเส้น ความเข้มของซุป จะใส่หมู ใส่ผัก ใส่พริกแค่ไหน จิ้มเลือกเรียบร้อย ก็ส่งให้พนักงาน ...รอพักเดียวพนักงานก็เอาราเม็.ตามที่สั่งไปมาส่ง ... อากาศเย็นๆ ได้นั่งพักขา ได้ซดน้ำซุปอุ่นๆ อิ่มสบายท้องจริงๆ 

ท้องอิ่มแล้ว ก็เดินเล่นอีกสักพัก ผู้คนคึกคัก อากาศเย็นสบาย แต่เดินได้ไม่นานก็ต้องให้คนท้องพัก ... งั้นกลับโรงแรมกันดีกว่า นั่งรถรางกลับไปป้ายสถานี Kumamoto แล้วเดินไปนิดนึง ก็ถึงที่พักคืนนี้ Toyoko Inn Kumamoto Ekimae


ห้องขนาดกะทัดรัด แต่มีอุปกรณ์ที่จำเป็นครบถ้วน แถมโรงแรมนี้ยังมีชุดนอนไว้ให้ยืมใช้ด้วย สบายเลยค่า ... อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ก็ทำการรื้อกระเป๋าใหญ่ จัดกระเป๋าเล็ก เพราะเรามีแผนจะตะลอนเที่ยวอีกหลายเมือง ลากกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วยคงไม่สะดวกนัก เอาใบเล็กๆ ไปแทน แล้วจัดการส่งกระเป๋าใหญ่กลับไปรอเราที่ Fukuoka ดีกว่า

ขอเข้านอน ชาร์จพลังก่อนนะคะ ... วันพรุ่งนี้จะไปตะลอนเที่ยวที่ไหน ตามไปดู ที่นี่ เลยค่ะ

11.10.58

๋Japan #2 : Kyushu - วางแผนเที่ยว

เที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ธ.ค. 56 เจอโปรแกรมทัวร์ช่วงเวลาที่ต้องการ ในราคาที่รับได้ ก็ยกหูจองทัวร์ แล้วก็รอวันเดินทาง ... พอใกล้กำหนด ก็แค่จัดกระเป๋าเสื้อผ้า ตรงไปสนามบิน แล้วก็เดินตามไกด์ทัวร์ต้อยๆ ไกด์จะพาไปไหนต่อไหนก็เดินตามไปเรื่อย ทำตัวเป็นลูกทัวร์ที่ดี

เที่ยวรอบแรก ได้ลองใช้บริการรถไฟญี่ปุ่น มีประสบการณ์เดินหาชานชลาในสถานีแล้ว ก็พอมีวิชาติดตัว ติดหัวอยู่บ้าง ... ถ้าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเอง แบบไม่พึ่งทัวร์ ก็น่าจะพอไหว

พอดิบพอดี ที่ Jetstar เปิดตัว เปิดเส้นทางบินจากไทย ... เข้าไปเล็งๆ ดู คุยกับคนข้างตัว คุยกับเพื่อน 2 บ้าน 4 ชีวิต มติออกมาว่าน่าสนใจ งั้นหาวันเหมาะๆ แล้วจองตั๋วเลยแล้วกัน จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่ราคาโปรย่อมเยา 

ตั๋วเครื่องบินพร้อมแล้ว ลำดับต่อมา จะไปเที่ยวที่ไหนดีหล่ะ ... หาข้อมูลซิคะ pantip มีแน่ๆ ถามอากู๋เกิ้ลเพิ่มอีก เข้าไปดูที่ japan-guide และอีกหลายแฟนเพจใน FB เจอข้อมูลไหน สถานที่ไหนน่าสนใจก็จดข้อมูลเก็บลงสมุดไว้ก่อน ไว้ค่อยมาจัดวางลำดับทีหลัง

เนื่องจากเป็นมนุษย์ติดแผนที่ จะเที่ยวที่ไหนต้องขอดูแผนที่ก่อน จะได้วางเส้นทางถูก เลยไปหาซื้อไกด์บุคนำเที่ยวคิวชูมาอ่านเพิ่ม ... เห็นแผนที่แล้วอุ่นใจ พล็อตจุดต่างๆ วางแผนได้ง่ายขึ้น เพราะเห็นภาพเมืองต่างๆ แล้วอยู่ตรงไหน จะเที่ยวเส้นทางไหนดี

มีเวลาเที่ยว 9 วัน 8 คืน จัดแผนเที่ยวแบบแน่น เมืองไหนมีไฮไลท์อะไรน่าสนใจบ้าง เอามาจัดเส้นทางให้ครบ ... และที่น่าสนใจคือ คิวชู ขึ้นชื่อเรื่องเส้นทางรถไฟสวยๆ ขบวนรถไฟเก๋ๆ ซื้อ JR Kyushu Rail Pass แล้ววางแผนเที่ยวตามเส้นทางรถไฟดังๆ ก็น่าจะสนุกดี

แผนเที่ยวมีทั้ง วัด ปราสาท บ่อน้ำพุร้อน พิพิธภัณฑ์ ธีมปาร์ค ภูเขาไฟ อะไรที่ใครว่าดี จับลงแผนหมด ... แต่แผนที่วางไว้ก็ต้องปรับใหม่หมด เพราะ ฝัน

ฝันว่าเพื่อนที่จะไปด้วยกัน "ท้อง" ในฝันนั่นเพื่อนเดินมาบอกว่าท้อง 3 เดือนแล้ว นับเวลาไปถึงวันจะเดินทางก็ท้องแก่จัดจวนจะคลอดเต็มที ... ตาย ต๊ายยยย ตาย เช้าวันนั้นรีบโทรไปหาเพื่อน เพื่อนหัวเราะ บอกรอดูก่อน

2 สัปดาห์ต่อมาก็ได้คำยืนยันว่า ฝันนั้นก็เป็นจริง ชีวิตน้อยๆ ถือกำเนิดในท้องคุณเพื่อนจริงๆ ... ต่างจากฝันอยู่นิดตรงที่เพิ่งรู้ตัวว่าท้อง เพิ่งเริ่มท้อง มิได้ท้อง 3 เดือน ถึงกำหนดเที่ยวอายุครรภ์ก็ราว 25-26 สัปดาห์ ยังเที่ยวไหวอยู่ ... แต่ก็ต้องปรับแผนเที่ยวใหม่ยกชุด จากที่อัดแน่น ก็จัดแค่เบาๆ เลือกเอาเฉพาะไฮไลท์ คนท้องเดินไหวแค่ไหนก็แค่นั้น

แผนเที่ยวพร้อมแล้ว แต่ต้องคอยอัพเดทอาการคนท้องตลอดว่าจะไหวมั้ย จะไหวแค่ไหน คุณหมอที่ฝากครรภ์ว่ายังไง เที่ยวได้มั้ย จะต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนตัวคนรึเปล่า หรือจะสละตั๋วทิ้งเลย ... เช็คอาการคนท้องประหนึ่งว่าท้องเอง 

ระหว่างลุ้นอาการคนท้อง ก็หาข้อมูลที่พักไปด้วย ...  booking.com เป็นตัวช่วยในการหาโรงแรมได้ดี เพราะมีข้อมูลบอกเลยว่า วันที่เราต้องการนั้นถูกจองไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ และดีตรงที่สามารถจองล่วงหน้าได้แบบยังไม่ต้องชำระเงิน และยกเลิกได้แบบไมเ่สียค่าธรรมเนียมถ้ายกเลิกในกำหนด ... แต่วันที่เราเดินทางไปถึงห้องพักเต็มแทบไม่เหลือ ส่งอีเมล์ตรงไปที่โรงแรมก็ได้คำตอบว่าไม่มีห้องพักว่างในวันที่ต้องการ

เอ้า ห้องพักไม่มี ก็ปรับแผนค่า เปลี่ยนเส้นทางเที่ยวใหม่ โดยลองเช็คจากโรงแรมในเมืองที่เราจะไปดูก่อนว่าว่างตรงกับวันที่ต้องการรึเปล่า ... จดข้อมูลเก็บไว้ แล้วก็ปรับแผนใหม่เป็นรอบที่ 3

ทริปนี้นอนโรงแรมในเครือ Toyoko Inn นอนเรียวกัง และได้ใช้บริการที่พักของ airbnb ด้วย ... airbnb คือที่พักที่เจ้าของเปิดให้บริการเอง ติดต่อจองผ่านระบบ แต่ได้คุยกับเจ้าของโดยตรง ... หาที่พักทั้ง 8 คืน ได้ครบแล้ว โล่งใจ

ลำดับต่อมาก็ เข้าไปเช็คตารางรถไฟที่ HyperDia ที่พึ่งสำคัญของนักท่องเที่ยวที่จะไปญี่ปุ่น เพราะสามารถเช็คเวลาในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งได้ทั่วประเทศ ขอแค่เรารู้ชื่อสถานีต้นทาง+ปลายทางของการเดินทาง ... บอกข้อมูลไว้ละเอียดยิบ ทั้งชื่อขบวนรถไฟ เวลาเข้า-ออกสถานี ราคาตั๋ว เวลาที่ใช้เดินทาง ต้องต่อรถที่สถานีไหน ต้องเปลี่ยนสถานีรึเปล่า ... ครบหมด

เปิดแผนเที่ยวที่เตรียมไว้ แล้วเติมข้อมูลการเดินทางที่หาได้เพิ่มลงไป ... ไปหาข้อมูลทางออก ทางเดินไปสถานที่ต่างๆ เพิ่ม เท่านี้แผนเราก็พร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว

ระหว่างรอถึงกำหนดเวลาเดินทาง ก็หาข้อมูลเตรียมเช่า Pocket Wifi และ ทำประกันการเดินทางเผื่อไว้ ... ไม่มีทัวร์จัดการดูแลให้ เราก็ดูแลตัวเอง ค่าประกันเดินทางทำไว้แต่ไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นไร เพราะค่าประกันไม่สูงนัก จ่ายตังค์ไป แต่ไม่ได้ใช้ นับว่าโชคดี แต่หากมีเหตุบังเอิญ เหตุฉุกเฉิน ก็อุ่นใจ ยิ่งมีคนท้องไปด้วยแบบนี้ ทำประกันไว้สบายใจกว่า

แผนเที่ยวพร้อม คนก็น่าจะพร้อม ถึงเวลาก็ลากกระเป๋าไปเช็คอินที่สนามบิน เตรียมตัวเหิรฟ้าไปเที่ยวคิวชูกันดีกว่า

1.5.57

รื้อฟื้นความจำ ..... First Time in Japan #3 (จบ)

วานซืน  กับ เมื่อวาน เดินต้อยๆ ตามไกด์เที่ยวกับทัวร์ แต่วันนี้เป็นฟรีเดย์ ที่เราจะได้เที่ยวเอง

Day 4 : 24 ธ.ค. 56 ... จริงๆ ทัวร์ก็มีโปรแกรมเที่ยว 1 วันให้ซื้อเพิ่มนะคะ แต่เราตั้งใจจะเที่ยวเอง จะได้ทดลองใช้รถไฟในญี่ปุ่นที่เขาว่ากันว่าเครือข่ายโยงใยซับซ้อนนุงนัง เก็บประสบการณ์ เก็บข้อมูล ทำความคุ้นเคยไว้ก่อน เผื่อโอกาสหน้ามาเที่ยวเองจะได้ไม่ตื่น

จากที่ไกด์พาลองขึ้นรถไฟเมื่อวานนิดนึง กับข้อมูลที่ศึกษามาล่วงหน้า พร้อมกับแผนการเที่ยวเอง 1 วันคร่าวๆ เราก็พร้อมลุยแล้วค่ะ ... ตื่นช้ากว่าเวลาทัวร์นัดปกติสักหน่อย ลงมาจัดการมื้อเช้าพอรองท้องสักนิด ก็ออกเดินทางกันเลยค่ะ

เดินไปสถานี Ikebukuro ขนาดได้เดินผ่านสถานีรถไฟมาแล้วเมื่อวาน แต่วันนี้พอเข้ามาก็ทำเอางง เพราะคนเยอะ ป้ายแยะ ... เหลียวซ้ายแลขวาหาตู้ซื้อตั๋วรถไฟอยู่พักใหญ่ ไม่ไหวหล่ะ ไปถามดีกว่า ... เจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยน่ารักชี้ทางให้ เดินไปเจอที่หมายก็แจ้งความต้องการกับเจ้าหน้าที่สาวน้อยน่ารักอีกคน ที่ช่วยกุลีกุจอพาไปตู้แล้วช่วยกดซื้อบัตรให้


ได้มาแล้วค่ะ Tokunai Pass เป็นตั๋วรถ 1 วัน ที่ใช้ใน 23 เขตของโตเกียว ใช้ได้กับรถไฟของ JR เท่านั้นนะคะ ... แต่เราสองคนปักหลักว่าจะใช้กับสาย JR Yamanote Line เป็นหลักค่ะ ขบวนรถไฟสีเขียวอย่างในภาพ และวิ่งวนเป็นวงกลมซึ่งผ่านสถานีหลักๆ ของโตเกียวตามแผนที่เราจะไปอยู่แล้วค่ะ

เริ่มต้นไปที่ Ueno ก่อนเลยค่ะ ...เป้าหมายคือเดินตลาดและชิมอาหาร ไม่ได้กะไว้ว่าจะใช้เวลาแต่ละที่เท่าไหร่ เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ไม่ถูกใจก็ย้าย เพราะฉะนั้น เติมพลังกันก่อนดีกว่าค่ะ


Kaisen Don ที่มีคนแนะนำไว้ในพันทิพ เดินมาเจอก็แวะชิมซะเลย ... กำลังยืนดูเมนูหน้าร้าน คุณป้าจากในร้านเดินออกมาทักทาย เปิดประตูต้อนรับชี้ชวนเข้าร้านเลย ... จำชื่อเมนูไม่ได้แล้วว่าคืออะไร แต่อร่อยค่ะ และ 2 ชามนี้ราคา 1500 เยน พอดีเป๊ะ อิ่ม อร่อย ปลื้มปริ่ม

เติมพลังพร้อมแล้ว ก็ออกเดินเล่นชมตลาดย่อยอาหารดีกว่าค่ะ จะได้เตรียมท้องให้พร้อมสำหรับมื้อต่อไป


ตลาด Ameyoko ที่นักท่องเที่ยวไทยคุ้นเคยดี นับว่าถูกจริตกับเราสองคนมากค่ะ มีทั้งอาหารสด เสื้อผ้า รองเท้า เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไปเพลินๆ เลาะเรื่อยไปจนถึงตึกม่วง เข้าไปเบียดคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นที่กำลังจับจ่าย ... คนอื่นคงไปเดินดูเครื่องสำอาง ข้าวของเครื่องใช้ แต่เราสองคนกวาดขนมกันเต็มตะกร้า อันนู้นก็น่าชิม อันนี้ก็น่าลอง สนใจอันไหนก็หยิบ หิ้วกันพะรุงพะรังจนหนัก ไม่ไหวแล้ว พักดีกว่า


อีก 1 ร้านที่ได้ข้อมูลจากพันทิพ ซูชิจานเวียนที่หน้าล้นจนมองไม่เห็นข้าว ... ไม่รู้หรอกค่ะว่าหยิบอะไรมาบ้าง แต่ที่หยิบมาก็อร่อยทุกอย่าง ที่ประทับใจที่สุดเป็นหน้า Salmon-Ikura ที่สั่งเชฟไป แล้วเชฟส่งมาพร้อมกับพูดว่า Merry Christmas ... หูยยยย ซูชิหน้าล้น แต่งมาน่ารัก อิ่มอกอิ่มใจ มีแรงลุยต่อ

นั่งรถไฟกลับมา Ikebukuro ค่ะ เอาของที่หอบหิ้วมาเก็บ แล้วออกไปเดินต่อ เดินดูร้านค้าในห้างติดโรงแรม และร้านค้าระหว่างทางไปสถานี จริงๆ แค่นี้ก็เดินได้เป็นวันแล้วนะคะ เพราะมีสารพัด แต่ที่ถูกใจมากที่สุดยกให้ Tokyu Hands ทั้งเครื่องเขียน ของเล่น ของใช้สารพัด หลงเข้ามาแล้วแทบจะไม่อยากไปที่อื่นต่อ

ตัดใจเดินไปสถานีจับรถไฟไป Harajuku ค่ะ แม้จะเลยวัยทีนมาแล้ว แต่ก็ต้องไปสำรวจตลาด ดูบรรยากาศสักหน่อยค่ะ 


คุณเจ้านายเห็นคนยุ่บยั่บแบบนี้แล้วแทบถอดใจค่ะ ... คนเยอะ แต่เดินไปได้เรื่อยๆ นะคะ สินค้ากุ๊กกิ๊กน่ารักเยอะแยะ แต่ขอแค่โฉบดูนิดหน่อยพอค่ะ หมวดเสื้อผ้านี่ขอผ่านไปเลย เพราะคงไม่ใช่แนว แต่พอเจอของกินนี่จอดแวะทันที เขาว่ากันว่าเครปที่นี่อร่อย ก็ซื้อชิมสักอัน ... มันก็โอเคนะคะ แต่ชอบเครปแบนๆ กรอบๆ แบบบ้านเรามากกว่าค่ะ

เดินเลาะไปจนถึง Omotesando ค่ะ ตั้งใจจะมาดูไฟ แต่พอเห็นร้าน Kiddy Land ก็อดไม่ได้ที่จะขอแวะสักนิด แม้เป็นผู้ใหญ่แล้วแต่แพ้ของเล่นค่ะ  


ชื่นใจกับของเล่นแล้ว ก็มาชื่นชมไฟ อย่างที่ตั้งใจค่ะ ... ไฟดวงเล็กๆ ที่ประดับระยิบระยับบนต้นไม้ตลอดแนวถนน สร้างความสดใส และเข้ากับบรรยากาศช่วงเทศกาลจริงๆ ค่ะ 

แผนต่อไปคือ แวะไปชิบูย่า แล้วไปดูไฟที่สถานีโตเกียว ต่อ ... แต่คุณเจ้านายบ่นเมื่อยแล้ว พอฟังแผนเที่ยวของเราถึงกับหน้าเซียวหมดเรี่ยวแรงจะเดิน เลยต้องนั่งคุยปรับแผนกันใหม่ ย้อนกลับไปเดินหาซื้อของฝากแถวโรงแรมดีกว่า


หาราเม็งร้อนๆ เพิ่มพลังตอนอากาศเย็นๆ ... ร้านชื่ออะไรก็ไม่รู้ค่ะ เมนูชื่ออะไรก็จำไม่ได้  มีพนักงานมาช่วยแนะนำการกดตู้ซื้อคูปอง ชามขาวของคุณเจ้านาย ชามแดงของเรา รสชาติน้ำซุปต่างกันค่ะ ของเราข้นกว่า แต่ก็อร่อยทั้ง 2 ชามนะคะ ซดกันเกลี้ยง ลุยเดินซื้อของกันต่อทั้งร้านขนม ร้านขายยา ร้านเสื้อ ยันซุปเปอร์มาร์เก็ต 24 ชม. ข้างโรงแรม เดินกันจน 5 ทุ่ม

ลากขากลับขึ้นห้องพัก รื้อของ รื้อถุง วางเกลื่อนห้อง แล้วค่อยมาแพ็คลงกระเป๋า ... ดูของแล้วกลุ้มใจ สารพัดขนมและของกินทั้งหลายแหล่ ทั้งซื้อฝาก ทั้งซื้อกินเอง กระจายแพ็คลงกระเป๋า 2 ใบใหญ่ 1 ใบเล็ก แต่ก็ยังไม่หมด พรุ่งนี้ค่อยไปแพ็คลงกล่องกระดาษเพิ่มแล้วกัน เข้านอนดีกว่า ไกด์นัดแต่เช้า

Day 5 : 25 ธ.ค. 56 ... ตื่นอาบน้ำอย่างรวดเร็ว หอบหิ้วสัมภาระ มารอห้องอาหารเปิด จะได้รีบกินรีบจัดของต่อ


จริงๆ มีอาหารเช้าแบบฝรั่งให้เลือกตักนะคะ แต่มาญี่ปุ่น เลือกตักข้าวแกงกะหรี่ + สลัด ดีกว่า อิ่มกำลังเหมาะ ก็ออกไปจัดขนมที่เหลือแพ็คลงกล่องให้เรียบร้อย ... ข้อดีของการมาเที่ยวกับทัวร์คือ มีคนช่วยจัดการดูแลข้าวของให้ค่ะ ซื้อของได้เต็มที่ มีคนช่วยยก ช่วยเฉลี่ยน้ำหนัก

ลูกทัวร์พร้อมหน้าพร้อมตา ก็เดินทางต่อค่ะ มาโตเกียว แล้วจะไม่แวะ วัด Sensoji หรือ วัดอาซากุสะที่คนไทยคุ้นเคยได้ยังไงคะ


ล้างมือ บ้วนปาก ตามธรรมเนียมก่อนเข้าวัด จุดธูป กวักควันธูปเข้าตัว เข้าไปไหว้พระ โยนเหรียญอธิษฐาน ตามสูตรเสร็จเรียบร้อย ก็ปรี่ออกไปร้านค้าหน้าวัดเลยค่ะ ... ร้านขายของที่ระลึกเรียงเป็นแนว แต่ที่น่าสนใจคือ ร้านขนมทั้งหลายค่ะ


ซื้อชิมอย่างละอัน 2 อัน เพลิ้นนนน เพลินนนนนนน ... ที่ชอบน้อยที่สุดคือเซมเบ้ค่ะ ที่ชอบมาที่สุดคือ อาเกะ มันจู (รูปล่างขวา) มันอร่อยมากกกกกกกก อร่อยจนอยากจะวกกลับไปซื้อเพิ่ม แต่พอดูนาฬิกาแล้ว ถึงเวลาไกด์นัดแล้วนี่นา

ตายหล่ะ เสียประวัติลูกทัวร์ที่ดีไปก่อนเวลานัดทุกทีก็คราวนี้ แพ้ทางของกินจริงๆ เล้ยยยย ... วิ่งหน้าตั้งกลับไปจุดนัดที่รถจอดรอค่ะ 

ทริปนี้ประทับใจค่ะ เป็นการมาญี่ปุ่นครั้งแรกที่ได้เห็นได้เจอได้ทำหลายๆ อย่างที่หวังไว้ ปลื้มปริ่มและฟินเว่อร์ ... ทัวร์ก็บริการดีค่ะ ทั้งไกด์ทัวร์และหัวหน้าทัวร์ก็น่ารัก ดูแล ให้คำแนะนำอย่างดีที่สุด ใครกำลังมองหาบริษัททัวร์ไปญี่ปุ่น แนะนำ Compax World เลยค่ะ 


มาญี่ปุ่นแล้วบอกได้ว่า เที่ยวญี่ปุ่นครั้งเดียวไม่พอจริงๆ ค่ะ ต้องหาโอกาสมาซ้ำอีกแน่ๆ ยังมีอีกหลายที่น่าสนใจ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ ยังไม่รู้ ... ค่อยๆ เก็บข้อมูลเที่ยว ทำแผนเที่ยวเองไว้ก่อนดีกว่า มีโปรตั๋วเครื่องบินราคาน่าคบหาเมื่อไหร่ จะได้จัดแผนลุยทันที ... ตอนนี้ Sayonara นะคะ

28.4.57

รื้อฟื้นความจำ ... First Time in Japan #2

หลังจาก เมื่อวาน เข้านอนในชุดยูกาตะ ในห้องนอนสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมกับฮีทเตอร์ที่เปิดไล่ความหนาวเย็น ... ผลคือเหงื่อแตกซิก คอแห้งผาก กระสับกระส่ายทั้งคืน 

อาการดังกล่าวเกิดจาก ความไม่รู้ของมนุษย์เมืองร้อนที่ไม่เคยเจอฮีทเตอร์ เพราะ ไกด์บอกให้แง้มหน้าต่างสักนิดให้พอมีไอเย็นจากข้างนอกเข้ามาบ้าง แต่ไอเย็นมาจากหน้าต่างทางซ้าย กับไอร้อนจากฮีทเตอร์ที่มาจากด้านบน ตกลงมาเจอกันตรงที่นอนพอดี ร้อนๆ หนาวๆ จนงง เลยปิดหน้าต่าง และไม่ได้แง้มประตูห้องน้ำ เปิดน้ำใส่อ่างล่างหน้าให้มีความชื้นภายในห้องบ้าง ... มนุษย์เมืองร้อนเลยนอนหลับไม่สนิท ตื่นขึ้นมาก่อนมอร์นิ่งคอลล์ที่นัดเวลาไว้ 5.45 น. ของญี่ปุ่น ซะอีก

Day 3 : 23 ธ.ค. 56 ... ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว อาบน้ำ แต่งตัว เก็บของ เอากระเป๋าไปไว้ที่จุดนัดพบ แล้วขึ้นลิฟท์ไปหม่ำมื้อเช้าที่ห้องอาหาร ชั้น 9 กันเลยดีกว่า ... ไกด์บอกไว้ว่าเราสามารถมองเห็นฟูจิซังได้จากห้องอาหารเลย


ออกจากลิฟท์ หมุนตัวเข้าห้องอาหาร แล้วก็ปะทะกับวิวตรงหน้าแบบนี้ ... กรี๊ดดดดดดดด ฟูจิซังเต็มๆ ตาเลยค่าาาาา สวยจนหายมัวขี้ตาเลย

เป็นลูกค้าคู่แรกที่ปรากฎตัวในห้องอาหาร เลยเลือกทำเลที่นั่งชมฟูจิซังได้อย่างสะดวกค่ะ ... ลุกไปตักอาหารเช้า แล้วมาละเลียดกินไป ชมวิวไป เป็นมื้อเช้าที่สุขสุดๆ

อิ่มแล้วก็ออกเดินทางค่ะ จุดหมายแรกคือ หุบเขาไข่ดำ Owakudani ... นอนไม่ค่อยหลับ เลยถือโอกาสงีบสักนิดระหว่างทาง พอถึงจุดหมายเดินลงรถไปถึงกับเหวอ เพราะปะทะกับอากาศที่เย็นยะเยือก ได้ยินสมาชิกในกรุ๊ปพูดแว่วๆ ว่าอากาศติดลบ


ทั้งอากาศหนาว ทั้งลมแรง แล้วยังเจอควันพวยพุ่งจากบ่อกำมะถันบ่อเล็กบ่อน้อยบริเวณนั้น แม้จะงงกับบรรยากาศรอบตัว แต่ก็ไม่วายขอชักภาพคู่กับเจ้าแม่คิตตี้ทั้ง 2 ปาง ที่เป็นสัญลักษณ์อยู่ตรงนั้นแป๊บนึง ... ถ่ายรูปเสร็จก็รีบจ้ำตามไกด์ เดินไปตามทางที่ไกด์บอก ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ 

เดินกันไปเงียบๆ 2 คน ไม่ได้งอนกัน หรือว่ากำลังซึมซับบรรยากาศ แต่เหนื่อยค่ะ ... การต้องใช้กำลังในอากาศหนาวแบบนี้มันเหนื่อยกว่าอากาศร้อนซะอีก มีสติกับการเดินและหายใจ หายใจเข้าลึกๆ ก้าวเท้า หายใจออกยาวๆ ก้าวเท้า และแล้วก็ถึงจุดหมายค่ะ


ด้านบนควันกำมะถันหนาแน่นมาก ในขณะที่เราต้องการอากาศบริสุทธิ์หายใจเข้าไปให้เต็มปอด ดันสูดไปเจอกลิ่นพิกล ต้องปรับตัวตั้งสติสักพัก แล้วก็หยิบกล้องมาเก็บภาพ ... สักพักเสียงไกด์ก็เรียกให้ไปรับ ไข่ดำ คนละฟอง อภินันทนาการจากทัวร์ค่ะ เขาบอกว่า กินไข่ต้มจากกำมะถันที่นี่ 1 ใบ อายุจะยืนยาวเพิ่มขึ้นอีก 7 ปี 

เขาว่าดีเราก็กิน ระหว่างยืนปอกเปลือกไข่ กินไข่จิ้มเกลืออยู่ ก็มีละอองขาวๆ ปลิวฟุ้งไปทั่ว เลิ่กลั่กหันซ้ายหันขวาอยู่พักมองหาว่ามันมาจากไหน ... ว๊ายยยยย มันคือหิมะค่ะ มาญี่ปุ่นครั้งแรก ได้เจอหิมะปลิวร่วงลงมาต่อหน้าต่อตาครั้งแรกด้วย ฟินนนน

สดชื่นรื่นเริงมีแรงเดินลั้ลลาลงมาเตร่ชมสินค้า และของที่ระลึกแถวนี้ ... ช้อบ ชอบ สินค้าญี่ปุ่น ไม่ว่าอะไรก็ดูน่าสนใจ น่าลอง น่าใช้ น่าชิม ไปซะหมด และที่สำคัญเป็นของที่ระลึกเฉพาะย่านจริงๆ ถ้าไม่ซื้อที่นี่ ก็หาซื้อที่อื่นไม่ได้ ... ซื้อของติดไม้ติดมือนิดหน่อย ก็ขึ้นรถเตรียมเดินทางต่อค่ะ

จุดหมายต่อมา คือ ล่องเรือทะเลสาบอาชิ ไกด์พูดให้ลุ้นว่าจะได้ลงเรือลำไหน เพราะเรือลำสีน้ำเงินมีความพิเศษตรงที่มีจุดถ่ายรูปสามมิติได้ 


ได้ลงเรือลำสีน้ำเงินจริงๆ ค่ะ ไกด์บอกว่าอย่าลืมไปถ่ายรูปนะ ไอ้เราก็ขึ้นไปถ่ายรูปข้างบนค่ะ เก็บวิวโน่นนี่นั่น ยืนชมวิว ดูโทริอิกลางน้ำ แล้วก็รีบเข้ามาซุกตัวอยู่ในเคบิน เพราะอากาศเย็นเกิ้นนน และเวลาล่องเรือก็แป๊บเดียว ... ไอ้จุดถ่ายรูปสามมิติได้ที่ไกด์ว่า ไม่ได้สนใจหาหรอก หนาววววว

ลงจากเรือก็ได้เวลามื้อกลางวัน จำชื่อร้านไม่ได้ซะแล้ว จำได้แต่ว่าร้านใหญ่โตมีทัวร์ลงหลายกรุ๊ป และคนญี่ปุ่นก็มากันเยอะ ต้องยืนรอหน้าร้านให้เจ้าหน้าที่ร้านจัดคิวก่อนเข้าร้าน ระหว่างรอก็ไปอุดหนุนสตอเบอรี่ลูกโต๊โตของคุณลุงคุณป้าที่ตั้งขายอยู่หน้าร้านสักหน่อย ... ปกติไม่กินสตอเบอรี่ แต่สตอเบอรี่ญี่ปุ่นนี้ของลองสักหน่อยเหอะ

ยังไม่ทันชิมสตอเบอรี่ เพราะเจ้าหน้าที่เรียกเข้าร้านแล้วค่ะ อาหารที่เตรียมไว้เป็นชุดใครชุดมัน ... ไกด์ถามล่วงหน้าไว้แล้วว่ามีใครที่ไม่ทานปลาดิบบ้าง เพราะในชุดอาหารมีปลาดิบ สำหรับคนไม่ทานจะได้แจ้งร้านให้เตรียมอาหารอื่นให้ ... สำหรับเรานั้น มาญี่ปุ่นทั้งทีจะพลาดปลาดิบได้อย่า งไร มื้อนี้มีควบทั้งปลาดิบ อุด้ง เทมปุระ ไข่หวาน แซลมอนย่าง และผักเคียง กินเพลิน อิ่มจนจุกค่า ... อิ่มแล้วก็ช้อปต่อเพราะที่นี่เป็นทั้งร้านอาหารและมีของฝากขายด้วย และของเด่นตรงจุดนี้คือ วาซาบิค่ะ

แล้วไกด์ต้อนขึ้นรถ พาไปส่งที่ Ramen Museum แถวโยโกฮาม่า ค่ะ ... ไม่ได้พามาชิมราเม็งนะคะ เพราะเพิ่งอิ่มมื้อเที่ยงมา แต่พามาปล่อยให้ลูกทัวร์ได้เดินชมบรรยากาศ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเท่านั้น ... จากที่เคยเห็นพิพิธภันฑ์ราเม็งในรายการทีวีแชมเปี้ยน ก็มีภาพในหัวว่าคงจะตื่นตาตื่นใจ แต่ของจริงไม่กว้างมาก และให้อารมณ์เหมือนเพลินวานบ้านเรา เพียงแต่ชัดเจนกว่าตรงที่ มีสารพันราเม็งจากร้านเด็ดมาให้ลอง เดินวนไปเดียวก็ทั่วแล้วค่ะ

มายืนรอตรงจุดนัดพบ เพื่อจะเดินไปสถานี Shin-Yokohama ค่ะ ไกด์ปลีกตัวไปซื้อตั๋วไว้ให้ก่อน ปล่อยให้หัวหน้าทัวร์คอยดูแลลูกทัวร์อยู่ พอสมาชิกครบก็ยกขบวนเดินกันไป


ไกด์นัดแนะวิธีการขึ้นชินคันเซ็น แล้วก็เดินนำบ้าง เดินต้อนลูกทัวร์บ้าง เพื่อให้ไปทันเวลาขึ้นรถไฟ ... บร๊ะ มาญี่ปุ่นทริปนี้ ครบจริงๆ ฟูจิซัง หิมะ ชินคันเซ็น ฟินซิคะ ... จุดหมายของการนั่งชินคันเซ็นคือ สถานีโตเกียวค่ะ แล้วก็ต่อรถไฟอีกขบวนไป ชินจูกุ


ระหว่างเดินอยู่ภายในสถานี ไกด์ก็แนะวิธีการขึ้นรถไฟในญี่ปุ่น ว่าควรจะสังเกตอะไรตรงไหนบ้าง เพื่อประโยชน์สำหรับวันพรุ่งนี้ที่เป็นฟรีเดย์ ... มาถึงชินจูกุแล้ว ไกด์ก็แจกแผนที่ย่านนี้ แล้วแนะนำร้านเด็ดๆ เด่น ก่อนปล่อยให้เดินเล่น ช้อปปิ้ง สักพัก ลูกทัวร์แตกตัวเดินกันคนละทางตามชอบใจ พอถึงเวลานัดก็มารวมตัวเพื่อเดินไปร้านอาหารเย็นค่ะ

Mo-Mo Paradise คือที่หมายของมื้อนี้ค่ะ จำไม่ได้ว่าอยู่ตึกไหนยังไง เพราะเดินชมวิวคนวิวตึกตามไกด์ไปเรื่อยๆ ขึ้นลิฟท์ไปถึงร้านแล้ว ก็ต้องให้เวลาไกด์จัดลูกทัวร์ลงประจำโต๊ะอีก เพราะมื้อนี้ มีทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู แยกโต๊ะชัดเจนว่า โต๊ะนี้หมู โต๊ะนี้วัว ... เราผู้โปรดปรานเนื้อ แต่คุณเจ้านายไม่บริโภคเนื้อเลยต้องนั่งแยกโต๊ะกัน


การนั่งแยกโต๊ะไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ เพราะถาดเนื้อตรงหน้านั้นมันเย้ายวนใจเหลือเกิน ... แต่ละโต๊ะนั่งได้ 6 คน บ้าง 8 คนบ้าง ตามขนาดโต๊ะ แต่โต๊ะเรานั้น นั่งกัน 4 คน และมีเจ้าถาดดำในรูป 1 ถาด กับ ถาดสีครีมอีก 4 ถาด วางอยู่ คีบเนื้อในถาดจุ่มน้ำซุป กินกันสบาย หมดก็ขอเติมได้เรื่อยๆ หูยยยยย ปลื้ม

เนื่องจากดิฉันเป็นมนุษย์เคี้ยวเอื้อง กินช้า ก็กินเรื่อยๆ และก็กินสลับไปมาระหว่างถาดสีดำกับถาดสีครีม ... แต่แอบสังเกตว่า สมาชิกอีก 3 คนในโต๊ะ นั้น คีบแต่เนื้อจากถาดสีครีมกันอย่างเดียว เพราะมันไม่มีมัน และเป็นแผ่นใหญ่เท่าฝ่ามือ ส่วนถาดสีดำเนื้อเป็นเส้นยาวและมีมันแทรก

สักพักคุณพี่ผู้หญิงร่วมโต๊ะก็หันมาถามว่า เอาเนื้อมาเพิ่มอีกมั้ย พร้อมกับจิ้มไปที่ถาดสีครีม เราก็บอกได้ค่ะ ... คุณพี่ก็หันไปแจ้งคุณไกด์ว่าขอเนื้อเพิ่ม ไกด์ถามกลับว่าเนื้ออะไร คุณพี่ตอบเนื้อวัว คุณไกด์ก็หันมาจิ้มนิ้วลงบนถาดดำ ว่านี่ก็เนื้อวัวนะคะ ซึ่งเนื้อในถาดพร่องไปไม่กี่ชิ้น

เท่านั่นหล่ะ สมาชิกร่วมโต๊ะทั้ง 3 หมุนตะเกียบจากถาดสีครีมมาถาดสีดำทันที แล้วหันมาถามเราว่า เป็นยังไง เราบอก อร่อยค่ะ นุ่มละมุนลิ้นมาก ... แต่เนื้่งจากสมาชิกร่วมโต๊ะทั้ง 3 เพลี่ยงพล้ำให้เนื้อหมูไปมากแล้ว เลยมาจัดการเนื้อวัวไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็วางตะเกียบ ทั้งอิ่มและอยากออกไปเดินช้อปปิ้งกันต่อด้ว

เลยปล่อยเนื้อวัวราวครึ่งถาดให้ดิฉันผู้หมายมั่นและยังเพลิดเพลินกับการกินอยู่ จัดการต่อแต่เพียงลำพัง ... ละเลียดกินไปเรื่อยๆ ฟินแต่เพียงลำพัง อิ่มแล้วค่อยหันไปดูคุณเจ้านายว่าเป็นยังไงบ้าง คุณเค้าก็อิ่มแต่ไม่อร่อยเท่า เพราะน้ำซุปสำหรับคนไม่กินเนื้อวัว เป็นน้ำเปล่า เนื่องจากน้ำซุปของร้านนี้ต้มจากกระดูกวัว คนที่ไม่กินเนื้อวัว เลยได้ซุปน้ำเปล่าซึ่งแม้จะใส่ผักใส่หมูลงไปแล้วรสชาติก็ไม่กลมกล่อม

อิ่มแล้ว เดินย่อยสักนิด ก็มาจุดนัดพบเพื่อขึ้นรถทัวร์ไปโรงแรม Sunshine City Prince Hotel ย่าน Ikebukuro ที่พักสำหรับ 2 คืนในโตเกียวค่ะ ... ถึงโรงแรมแล้ว ไกด์แจกกุญแจห้องให้เอาของขึ้นไปเก็บ และนัดเวลาให้ลงมารวมตัวกัน สำหรับสมาชิกที่อยากเดินสำรวจร้านรวงในละแวกนี้

เป็นโรงแรมที่ถูกจริตนักช้อปชาวไทยมากค่ะ ชั้นล่างมี Family Mart และโรงแรมติดกับห้างสรรพสินค้า ย่านร้านค้าในละแวกใกล้เคียงก็มากมาย อยู่ไม่ไกลจากสถานี Ikebukuro มากนัก ... อารมณ์เหมือนอยู่ลาดพร้าว ที่มีเซ็นทรัลลาดพร้าว โรงแรม และยูเนี่ยนมอลล์ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ใหญ่โตอลังการตื่นตาตื่นใจกว่าค่ะ แค่เดินในละแวกนี้ก็เพลินนนนนน

เราตามไกด์ไปสำรวจเส้นทางเรียบร้อย แวะชมร้านค้าสักหน่อย ก็กลับเข้าห้องพัก ชาร์จแบตเตรียมตัวลุยวัน พรุ่งนี้ ค่ะ

27.4.57

รื้อฟื้นความจำ ... Fisrt Time in Japan #1

ปล่อยบล็อกร้างมาหลายปี ตะแล๊ดแต๊ดแต๋ไปเที่ยวหลายที่ หลายทริป แต่ก็ไม่ได้หยิบมาลงบล็อกเลย ... กลับมาครั้งนี้ เพราะความประทับใจ และอยากจะบันทึกข้อมูลเก็บไว้อีกทาง ก่อนที่จะลืมเลือนไปซะหมด

ครั้งแรกกับการไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ประเทศในฝันที่หมายมั่นว่าจะต้องไปให้ได้ ... ไปมาตั้งแต่ ธันวา'56 แล้ว กว่าจะสลัดตัวขี้เกียจ ตัวหลอกล่ออย่าง FB มาเขียนได้ ก็ผ่านมา 4 เดือน จนข้อมูลที่เก็บไว้ในรอยหยักสมอง จะเด้งหายออกไปหมดแล้ว ... เอาหล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ

ที่มาของทริป ... เกิดจากคุณเจ้านาย ประกาศหยุดยาวช่วงปลายปี ให้เราลองหาโปรแกรมทัวร์ เราก็หาข้อมูลที่นั่นที่นี่ไปเรื่อย พอดีกับที่ญี่ปุ่นประกาศฟรีวีซ่า 15 วันให้นักท่องเที่ยวไทย เราก็เก็บข้อมูลเที่ยวญี่ปุ่น ไว้ทำโปรแกรมไปเที่ยวเองอยู่ แล้วบังเอิ๊น บังเอิญ ไปเจอโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นช่วงปลายปี ในราคาที่คบได้ เลยเอาไปนำเหนอคุณเจ้านาย ... ซึ่งคุณเจ้านายก็ซื้อค่ะ

โทรสอบถามข้อมูล ดำเนินการจองทัวร์ Lite & Budget #1 ... 5 Days 3 Nights แล้วก็เตรียมตัวค่ะ

สิ่งสำคัญในการเตรียมตัวคือ เสื้อผ้าที่จะรับมือกับอากาศหนาวเย็น เพราะอุณหภูมิในช่วงที่เดินทางไปอยู่ระหว่าง 0-10 องศาเซลเซียส ... แค่คิดก็หนาวสั่น ฟันกระทบกันแล้ว

Day 1 : 21 ธ.ค. 56 ... ทัวร์นัดเจอที่สนามบิน ตอน 21.00 น. เจ้าหน้าที่ของทัวร์เตรียมเอกสารต่างๆ ไว้ให้พร้อมแล้ว แค่เราถือพาสปอร์ทไปเข้าแถวเช็คอินได้เลย ระหว่างรอเช็คอิน ก็แอบสังเกตจดจำบุคคลรอบตัว เพราะเขาเหล่านี้ต้องมีเพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์ของเราบางหล่ะ

Day 2 : 22 ธ.ค. 56 สายการบิน Jet Asia Airways ออกตรงเวลา 00.45 น. ลูกเรือคนไทยทั้งลำ เครื่องเก่าหน่อย แต่ลูกเรือยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มใจบริการ เครื่องขึ้นสักพัก ก็แจกขนมและเครื่องดื่ม ก่อนจะแจก sticker ว่าจะรับอาหารเช้ารึเปล่า ... คุณเจ้านายหลับได้สบาย ส่วนเราหลับๆ ตื่นๆ แม้จะใช้ผ้าปิดตาช่วย แต่เสียงบรรยากาศรอบข้างก็ปลุกให้ต้องเปิดตาดูเป็นระยะ

ทัวร์ใส่ใจรายละเอียดดีมาก เพราะในใบจองทัวร์มีให้ระบุว่า ทานอะไรได้ไม่ได้ เราระบุของคุณเจ้านายไปว่า No Beef ... แอร์ก็นำอาหารพิเศษสำหรับบุคคลที่มีคำขอพิเศษมาเสิร์ฟให้ก่อน ซึ่งที่นั่งท้ายลำของเราอยู่ติดครัว และบรรดาบุคคลที่มีคำขออาหารพิเศษไป ก็อยู่รายล้อมรอบตัว ต่างได้รับถาดอาหารเช้า ณ เวลาประมาณ ตี 4 (ของไทย) กันเป็นแถว ... เราผู้ซึ่งกินได้หลากหลาย นั่งดมกลิ่นรออยู่นานกว่าจะได้รับถาดอาหารบ้าง แม้จะผิดเวลากินมื้อเช้าไปหน่อย แต่กลิ่นอาหารที่ตลบอบอวลอยู่นานก็ทำให้น้ำย่อยพร้อมทำหน้าที่

กินเสร็จก็หลับๆ ตื่นๆ ต่อ แล้วก็มีเสียงประกาศของคุณกัปตันแจ้งว่า ผู้โดยสายที่นั่งฝั่งซ้ายของลำ สามารถมองเห็นฟูจิซังได้ ... เท่านั้นหล่ะค่ะ ตื่นตาแจ้ง รีบหันไปชมทันที


แม้จะได้เห็นฟูจิซัง เล็กๆ ลิบๆ แต่ก็ตื่นเต้น สำนึกในตัวก็บังเกิดว่าเรากำลังเข้าสู่แผ่นดินญี่ปุ่นแล้ว ... ญี่ปุ่นจ๋า เราจะได้เจอกันแล้ว

เครื่องจอดพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนเครื่องแตะพื้น กัปตันแจ้งอุณหภูมิภายนอกไว้ว่า 2 องศา เดินพ้นประตูเครื่องไปเจอลมที่ปะทะมาถึงกับสะท้าน ยังกะยืนอยู่หน้าตู้แช่เย็นในห้างพร้อมๆ กับพัดลมยักษ์ ... รีบเดินขึ้นรถที่มารับ พยายามเกาะกลุ่มไปใกล้ๆ ไกด์และหัวหน้าทัวร์ ที่เรียกรวมกลุ่ม นัดแนะ ก่อนจะเข้าคิวผ่าน ตม. ... ผ่าน ตม. ฉลุย ก็รีบไปรับกระเป๋าเดินทาง แล้วไปจุดนัดที่ไกด์กับหัวหน้าทัวร์นัดไว้ เปิดกระเป๋าเติมเครื่องนุ่งห่มเต็มพิกัด

สมาชิกร่วมทัวร์ครบ ก็เคลื่อนที่ไปขึ้นรถ ... จดจำหน้าตาสมาชิกในกลุ่ม แนะนำตัวกันพอเป็นพิธี ไกด์ให้ข้อมูลว่าจะไปไหนทำอะไรบ้าง แล้วก็ปล่อยให้หลับพักผ่อน

ตื่นลืมตาอีกทีตอนถึงจุดพักรถ รีบลงจากรถไปทดลองใช้บริการสุขภัณฑ์ญี่ปุ่น ตื่นเต้นกับฝารองนั่งที่อุ่นสบาย และสารพัดปุ่มที่อยู่ข้างๆ ... สบายตัวแล้ว ก็ไปหาซื้อขนม เครื่องดื่มมารองท้องสักหน่อย ที่งัวเงียจากการนอนน้อยมา หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเห็นสารพัดขนมละลานตา ได้แต่รีบซื้อ รีบทำเวลากับขึ้นรถตามนัด


ระหว่างทางไปจุดหมายแรก แอบแง้มม่านดูวิว แล้วก็เห็นอย่างในรูป ฟ้าเปิด แดดแจ๋ ฟูจิซังโชว์ตัวเต็มๆ ตา เห็นแบบนี้ ความสุขล้นทันที หลงรักฟูจิซังทันใด ... มาญี่ปุ่นครั้งแรก ได้เห็นฟูจิซังโชว์ตัวแบบนี้ นับว่าโชคดีไม่ใช่น้อย

นั่งไปสักพัก ก็ถึงที่หมายสำหรับอาหารเที่ยง อาหารมื้อแรกในญี่ปุ่น ... รถจอดตรงลานจอดริมทะเลสาป ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ไกด์บอกว่า ใครที่ใส่เสื้อกันหนาวที่บุขนเป็ดมา แนะนำให้ถอดไว้บนรถ เพราะเป็นอาหารปิ้งย่าง แล้วขนเป็ดจะอมกลิ่น อมควัน  กลิ่นอาจจะติดเสื้อไปตลอดทริป ... เสื้อเราไม่ใช่ขนเป็ด แต่ก็ถอดด้วย เพราะต้องใส่อีกหลายวัน ถอดเสร็จก็ฝ่าอากาศเย็นยะเยือก รีบเดินไปร้านอาหาร จะวิ่งก็ไม่ได้ เพราะพื้นมีหิมะที่ค้างอยู่ เกรงว่าจะโชว์ลื่นกลิ้งโคโล่ให้ได้อาย

มื้อแรกเป็นปิ้งย่างบนก้อนหินร้อนๆ ไกด์เตรียมน้ำจิ้มแจ่ว กับ น้ำพริกมาด้วย แต่เราไม่ใช้ เพราะรสชาติอาหารแบบออริจินอล กินตามแบบที่ร้านเตรียมไว้ ก็อร่อย ปลาบปลื้มแล้ว .. อิ่มแล้วก็ออกมาถ่ายรูปริมทะเลสาปเป็นที่ระลึกสักนิด แต่สู้ความเย็นไม่ไหว มนุษย์เขตเมืองร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างเรา ยังไม่ชินกับความเย็น ขอไปนั่งทำใจบนรถดีกว่า


จากนั้นก็มุ่งหน้าไปชมฟูจิซังแบบใกล้ๆ ตามโปรแกรมจะไปที่ชั้น 5 แต่เนื่องจากมีหิมะตกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยขึ้นไม่ได้ ไปได้แค่ชั้นแรก แต่ได้แค่นี้ก็พอใจสุดๆ แล้วค่ะ แค่เห็นไกลๆ ก็หลงรักแล้ว และยังได้สัมผัสหิมะด้วย มาครั้งแรกเจอแบบนี้ ฟินนนนน แล้วค่าาาาาา

จุดหมายต่อไป ลานสกี ฟูจิเท็น แค่เจอหิมะริมทางก็ตื่นเต้นแล้ว นี่ได้มายืนกลางลานสกี ทั้งตื่นเต้น ทั้งหนาวค่ะ ไอเย็นแทรกซึมเข้ามาในรองเท้าบูท เท้าเย็นยิ่งทำให้หนาวสะท้าน


ไกด์นำเสนอให้ขี่จักรยาน หรือ กระดานเลื่อน อะไรนี่หล่ะค่ะ มนุษย์ผู้คุ้นชินกับอาการอุ่นจนร้อนอย่างดิฉันหาได้สนใจมั้ย เพราะหนาวจนจะสั่น แล้วหากเสื้อโค้ทชื้นจากหิมะอีก ได้ฟันกระทบกันชัวร์ ... ปล่อยให้สมาชิกในกลุ่มที่สนใจเค้าเล่นกันไป ส่วนเราปรี่มาตรงอาคาร รับไออุ่นจากฮีทเตอร์ จิบโกโก้ร้อนๆ จากตู้กด เดินชมของที่ระลึกดีกว่า

ถึงเวลานัด ก็เคลื่อนขบวนไป โกเท็มบะ เอาท์เล็ท ไกด์ตั้งใจจะทำเวลาให้ได้เห็นฟูจิซังจากที่นี่ส่งท้ายวันด้วย แต่เพราะเป็นช่วงใกล้คริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็ออกมาซื้อของกันเยอะ รถมุ่งหน้าไปเอาท์เล็ทคับคั่ง กว่าจะไปถึง ก็มืดตึ๊ดตื๋อแล้ว ... ยิ่งมืดก็ยิ่งหนาว เป็นการเดินชมร้านค้าที่ไม่เพลินเลย เพราะอากาศเย็นมาก พูดไอออกปากตลอด เดินเข้าร้านก็อุ่นเพราะฮีทเตอร์ แต่พอเดินออกมาก็หนาวอีก หนาว อุ่น หนาว อุ่น สลับไปมา จนเกรงว่าจะเป็นไข้ ... เอาท์เล็ทก็กว้างใหญ่เกิ้นนนน ต้องวางแผนเดินว่าจะไปทางไหน แล้วจะได้วนกลับมาที่จุดนัดพบพอดี

สมาชิกทยอยขึ้นรถจนครบ ก็ออกตัว ตรงไปโรงแรมกันเลยค่ะ คืนนี้พักที Fujinobo Kaen Hotel ... ถึงปุ๊บ ไกด์พาขึ้นไปห้องอาหารชั้น 9 ก่อนเลย 


ไฮไลท์ของเมนูเย็นนี้ คือ บุฟเฟ่ต์ขาปูค่ะ ... รูปบนเป็นปูทาราบะ ที่ทัวร์นี้จัดพิเศษไว้ให้ลูกทัวร์ ส่วนรูปล่างเป็นปูอีกชนิดนึง จำชื่อไม่ได้แล้ว สำหรับชนิดนี้ ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้ลูกค้าทุกกลุ่ม ไกด์เตรียมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดมาด้วย ลูกทัวร์ก็แทะปูกันมันไปเลย

ระหว่างลูกทัวร์รบกับอาหารตรงหน้า ไกด์ก็มาแนะนำจุดสำคัญในโรงแรม พร้อมนัดเวลาของวันพรุ่งนี้ ... พอกินอิ่มก็แยกย้ายกันรับกุญแจตรงเข้าห้องพัก

โรงแรมนี้มี ออนเซ็น ให้บริการสำหรับลูกค้าที่เข้าพัก ไกด์ก็ชักชวนให้ไปใช้บริการ ... เราสองคนก็สนใจอยู่ แต่ติดอยู่ตรงที่ มีกรุ๊ปทัวร์ไทยหลายกลุ่ม คนไทยยอะมากกกกกกกกก เดินสวนกันตลอด ลองลงไปชั้นที่มีออนเซ็น แล้วแอบแง้มประตูดู ... คุณพระ รองเท้าสิบกว่าคู่ ครั้นเข้าไปแล้วเจอคนจากกรุ๊ปอื่นก็ไม่เท่าไหร่ เกรงว่าจะเจอคนในกรุ๊ปเดียวกันเองนี่ซิ ยังต้องเจอหน้ากันอีกหลายวัน ภาพมันจะติดตาอ่ะนะ


ย้อนกลับห้องนอน อาบน้ำในห้องนี่หล่ะ แล้วเข้านอนดีกว่า Oyasuminasai นะคะ ... พรุ่งนี้ เจอกันค่ะ