แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Beauty แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Beauty แสดงบทความทั้งหมด

29.7.54

ตามกระแสปรุงฉัตร


ช่วงนี้ละคร เมียแต่ง กำลังฮิตค่ะ ... และที่โดดเด่นเด้งเข้าตาก็คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าสีปาก ของปรุงฉัตร ที่สีสดใส ลอยเด้งเป็นสีปากแบบ 3D ตลอด


ตามดูละคร แบบดูไปก็ชื่นชมฝีมือการแต่งหน้าของช่างแต่งหน้าด้วย ... เพราะแต่งหน้าแบ่งคาแรคเตอร์ระหวห่าง ปรุงฉัตร กับ อรุณประไพ ชัดเจน


ปรุงฉัตร จัดหนัก จัดเต็มทั้งตา แก้ม ปาก โดยเฉพาะสีปากที่มีทั้ง แดง ชมพู ส้ม สดใสเด่นเด้งตลอด ... ส่วนอรุณประไพ ปากสีหวานๆ ตาเบาๆ แต่เป็นตาเบาแบบมีเหลือบนิดๆ มองเพลินๆ


เช้าวันนึงระหว่างนั่งแต่งหน้าแบบครบสูตร เพราะบ่ายมีนัดไปประชุมกับลูกค้า ก็ควานเจอลิปสติกสีแดงที่มีอยู่ในกรุ ... ลืมไปแล้วว่าตัวเองมีลิปสีแดงกับเค้าด้วย เพราะซื้อมานาน แล้วหาโอกาสทาไม่ได้สักที


เอาหล่ะ วันนี้ใส่เสื้อดำ ลงสีตาไม่หนักพอดี งั้นก็คว้าลิปแดงมาลงซะเลย ... ใครถามจะได้บอกว่าตามกระแสปรุงฉัตร เพราะร้อยวันพันปี ไม่เค้ย ไม่เคย ทาลิปแดงเลย ... เพราะคิดว่าถ้าจะทาปากแดง ต้องเป๊ะ เสื้อ หน้า ต้องลงตัวไปด้วยกัน วันนี้เหมาะหล่ะ


ผลปรากฎว่า สาวๆ ที่ออฟฟิศกิ๊วก๊าวถูกใจ ว่าปากแดงได้ใจมาก ... ส่งไปให้คนดีดู ก็ถูกใจ ... อัพรูปขึ้น fb ก็มีเสียงทักทายแบบอุ่นหนาฝาคั่ง แม้จะมีบางเสียงบอกว่าดูโหด แต่เสียงชมก็ไม่น้อย ... รอดแล้วเรา แสดงว่าทาปากแดงก็เกิดอยู่


ช่วงบ่ายออกไปประชุมกับลูกค้า เกรงว่าทาจัดปากแดงเต็มพิกัดไป ลูกค้าจะตกใจว่าแต่งหน้าไปข่มขวัญรึเปล่า ... เลยจัดการเปลี่ยนสีปากใหม่ เลือกใช้สีสุภาพ กลางๆ เอาไว้ จะได้ไม่ดูดุดันนัก


ผลมาอย่างที่เห็นค่ะ สุภาพ เรียบร้อย เบาๆ จนดูจืดไปสักหน่อย ... สงสัยจะเป็นเพราะชินกับปากแดงมาครึ่งค่อนวันแล้ว พอเจอปากสีเดิมๆ เรียบๆ เลยดูจืดไปถนัดใจ


ส่งรูปไปให้คนดีดูอีกรอบ ก็ได้คำตอบกลับมาว่าซีดไป ชอบแบบรอบเช้ามากกว่า ... โอ้ว ติดใจปากแดง แบบจัดเต็มเหรอคะ


นานๆ ทาลิปสติกสีแดงสักที ก็เพิ่มสีสันให้ชีวิตดีนะคะ

16.6.54

แชมพูประจำบ้าน

ค้นพบแชมพูที่เหมือน ยาสามัญประจำตัว ที่ต้องมีติดบ้านไว้ตลอดค่ะ ... จริงๆ ก็ค้นพบมานานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งสังเกตตัวเองเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าต้องซื้อติดบ้านเอาไว้ประจำ ขาดกันไม่ได้ ขาดเมื่อไหร่ปัญหากวนใจมาทันที


จริงๆ เคยเขียนถึงเจ้าแชมพูตัวนี้แล้วครั้งหนึ่งที่ jeban.com ... เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าน่าจะเขียนไว้ที่นี่ด้วย เพราะใช้ประจำไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว ของดีมีประโยชน์แบบนี้ ต้องบอกต่อค่ะ


ก่อนอื่นต้องย้อนหลังไปสักนิดว่ารู้จักเจอะเจอกันได้ยังไง ...


ช่วงหนึ่งของชีวิต เจอะปัญหารังแคสาหัส จนถึงขั้นเรียกได้ว่า เป็นผลพวงจากเชื้อรา ... เพราะหนังศรีษะหลุด ลอก ร่อน จากขนาดรังแคทั่วไป ก็เริ่มลอกเป็นแผ่นใหญ่ขึ้น กระจายไปทั่ว ... ลองเอามือลูบดู บางจุดจะนูนหนาเหมือนสะเก็ดแผล


ใช้แชมพูขจัดรังแคหลายสูตร หลายยี่ห้อ ทั้ง คลีนิค เฮดแอนด์โชลเดอร์ ขวดไม่ถึงร้อย จนมาถึง เคเรตาส ขวดละหลายร้อย ... อาการดีขึ้นเล็กน้อย พอเลิกใช้อาการกลับมาทันที


บังเอิญไปเจอคลีนิคผิวหนัง ที่ให้คำปรึกษาด้านผมและหนังศรีษะด้วย ไม่รอช้า รีบปรึกษาคุณหมอทันที ... คุณหมอก็วินิจฉัยว่ามีอาการของเชื้อราอยู่ด้วย แนะนำให้ทำทรีทเม้นท์ ที่จะฉีดยาบำรุงเข้าไปที่หนังศรีษะโดยตรง ... รีบตกลง ทำทันที


พนักงานพาไปสระผม เป่าให้แห้ง แล้วใช้เข็มเล็กๆ ปลายแหลม จิ้มจึ้กๆๆๆๆๆ ไปทั่วหนังศรีษะ ... เจ็บยุบๆ ยิบๆ นิดหน่อย ทนได้สบายค่ะ ... ทำทรีทเม้นท์เสร็จก็ได้ยากลับมากินร่วมด้วย ... แต่จะสิ้นสติไปตอนได้ยินค่ารักษา 5 พันกว่าบาท หูอื้อ ตาลาย วิ้งงงงงงงงงงงง


จ่ายตังค์ไปแบบวิงเวียน กลับมากินยาตามคุณหมอสั่งจนครบสัปดาห์ ก็กลับไปพบคุณหมอตามนัด ... ผลที่ได้คุ้มค่า 5 พันที่เสียไป เพราะหายเป็นปลิดทิ้ง ... ให้คนดีช่วยเช็คอาการ ก็บอกว่าปกติแล้ว โล่งใจ กินยาต่อเนื่องไปอีกสักระยะ


ผ่านไปได้ราวๆ 3-4 เดือน อาการเดิมเริ่มกลับมากวนใจ เริ่มมีรังแค หนังศรีษะลอกเป็นวง ร่อนเป็นแผ่นอีกแล้ว .... โอ๊ยยยยยย ถ้าต้องไปทำทรีทเม้นท์อีก 5 พัน นี่ไม่ไหวนะคะ ต้องหาทางอื่นเสริมแล้ว


คนดีเลยแนะนำ Selsun ให้รู้จัก บอกว่าให้ลองใช้ดู เพราะป๊าแนะนำมา ใช้แล้วดี รังแคหายสนิท ... ลองมาตั้งหลายอย่าง หลายวิธีแล้ว จะลองอีกสักอย่างจะเป็นไร


เข้าร้านขายยา ซื้อขนาดขวดจิ๋วสุดมาลองก่อน ... เลิกใช้แชมพูตัวอื่น ใช้เจ้านี่สระผมทุกครั้ง สระครั้งละ 2 ที วันเว้นวัน ... อาการค่อยๆ ดีขึ้น วงหนังศรีษะที่ลอกร่อนค่อยๆ ลดขนาดลงเรื่อยๆ จนหายสนิท ไม่หลุด ไม่ร่อน ไม่คัน


รายละเอียดบางส่วนจากหลังขวด
ชื่อ - เซลซั่น ซัสเพนชั่น ซีลีเนียม ซัลไฟด์ 2.5%
คุณสมบัติ - ขจัดรังแค บรรเทาอาการคันศรีษะและรักษาเกลื้อน
วิธีใช้ - ใช้สระผม ทิ้งไว้ 2-3 นาทีจึงล้างออก ถ้าจำเป็นสระอีกครั้งแล้วล้างออกให้เกลี้ยง เพื่อการกำจัดรังแคที่ให้ผลสมบูรณ์ ในระยะ 3 สัปดาห์แรก ควรใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อรังแคหายแล้ว ลดเหลือสัปดาห์ละครั้ง เป็นประจำ หรือใช้ตามคำแนะนำของแพทย์


เป็นแชมพูยาสีนวล ทั้งสีและกลิ่นคล้ายกับคาลาไมด์ที่บรรเทาอาการคัน ... มีฟองพอสมควร แต่ทิ้งไว้สักพักฟองก็ยุบหายไป ... ข้อดีคือ แก้ปัญหารังแคได้ชะงักงัน แต่ก็มี ข้อเสียตรงที่ ใช้แล้วผมจะกระด้าง ต้องใช้ควบคู่กับครีมนวดผม หรือ ทรีทเม้นท์ ที่ช่วยบำรุงผม


ซื้อติดบ้านไว้ประจำ เวลาเริ่มคันๆ เริ่มมีรังแค ก็รีบหยิบมาใช้ทันที ใช้สระรอบแรก แล้วทิ้งไว้พักใหญ่ ... ตามด้วยแชมพูธรรมดาที่ใช้ประจำ ก่อนจะตามด้วยครีมนวดผมแบบเข้มข้น


ที่ต้องซื้อติดบ้านไว้ เพราะบางทีไปใช้บริการร้านทำผม สระ-ไดร์ กลับมามักจะได้อาการคันยิบๆ กลับมาด้วย ... อาจจะเป็นเพราะไม่ถูกกับแชมพูที่ร้านใช้ เลยต้องพึ่ง Selsun


ใครสนใจก็หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ แก้ปัญหารังแคได้แน่ ... ใช้เอง ลองเอง แล้วเวิร์ค แต่สำหรับคนที่เพิ่งลองใช้ แนะนำให้ลองซื้อขวดเล็กสุดมาก่อนนะคะ เพื่อไม่เหมาะ ไม่ดี ไม่ถูกกัน หรือ แพ้


ใช้เองแล้วดี เลยบอกต่อ แต่ไม่ได้หมายความผลที่ได้จะออกมาเหมือนกันทุกคนนะคะ ... โปรดใช้วิจารณญาณ ในการตัดสินใจก่อนค่ะ

19.3.54

Onzen @ DHC Olive Beauty

หลังจากที่เคยไปทดลองแช่ ออนเซ็นครั้งแรก เป็นประสบการณ์แปลกๆ ที่จะว่าติดใจก็ไม่เชิง จะว่าไม่ชอบก็ไม่ใช่ ... เลยต้องหาโอกาสไปทดสองซ้ำอีกครั้ง


ครั้งนี้เลือก Onzen with DHC Olive Virgin Oil + Q10 Body Treatment ค่ะ ... มีประสบการณ์มาแล้ว ครั้งนี้เลยเตรียมตัวเตรียมใจมาพร้อมค่ะ


โทรนัดเวลาไว้เป็นคิวแรก 10.30 น. รีบดิ่งจากบ้านมาถึงก่อนเวลานัดราวๆ 15 นาที ... มาแบบไม่แต่งหน้า และมีมื้อเช้ารองท้องมานิดเดียว เตรียมพร้อมสำหรับลงแช่


ถึง DHC Olive Beauty แจ้งชื่อที่นัดไว้ พนักงานพาไปนั่งรอ แล้วนำน้ำเก็กฮวยเย็นๆ มาเสิร์ฟ หวานพอเหมาะ หอม ชื่นใจ ... แล้วก็นำกลิ่นผงแช่ออนเซ็น กับ กลิ่นอโรมามาให้เลือก คราวนี้เลือก ผงแช่กลิ่นกุหลาบ กับ อโรมากลิ่นซากุระ


พนักงานเตรียมห้องเรียบร้อย ก็มาพาเราไปที่ห้องทรีทเม้นท์ ที่นี่มีห้องทรีทเม้นท์ที่มีอ่างแช่ออนเซ็นอยู่แค่เพียงห้องเดียวเท่านั้นนะคะ ... ครั้งนี้ได้เจอกับ คุณหลัน เธอราปิสท์ คนเดิมที่เคยเจอกันตอนแช่ออนเซ็นครั้งที่แล้ว ... คุณหลันยังคงแนะนำขั้นตอนต่างๆ เหมือนเดิม แต่ไม่ต้องละเอียดเท่าเดิม เพื่อทบทวนความจำ


เริ่มจากล้างหน้าให้เกลี้ยงเกลา เพื่อเปิดผิวให้พร้อม ... เปลี่ยนเป็นชุดวันเกิด แล้วเปิดประตูกระจกฝ้าเข้าไปด้านในเลยค่ะ


อาบน้ำล้างตัวให้เรียบร้อย ด้วยน้ำอุ่นค่อนข้างร้อน แต่ไม่รู้ว่ามาเช้าไปรึเปล่า น้ำเลยไม่ร้อนจัดอย่างครั้งก่อน อาบได้สบายๆ ... อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็ใช้กระบวยที่มีตักน้ำจากในอ่างมารดตัวเพื่อทำความคุ้นเคยกับอุณหภูมิน้ำก่อน ... รอบนี้ตักน้ำรดตัวเองอยู่หลายรอบ รดขา รดตัว รดไหล่ รดซ้ำๆ กะว่าให้ร่างกายชินแน่ๆ ก่อนจะหย่อนขาลงแช่


ไม่รู้ว่าตักน้ำรดตัวจนร่างกายทำใจได้ หรือ เราเริ่มคุ้นเคยกับออนเซ็นแล้ว หรือ อุณหภูมิน้ำไม่ร้อนเท่าครั้งก่อน เพราะหย่อนขานั่งแช่ริมอ่างไม่นาน ก็ทำใจหย่อนทั้งตัวลงไปแช่ในน้ำได้ ... แล้วก็นอนแช่น้ำได้สบายๆ ไม่ทุรนทุรายเท่าครั้งที่แล้ว


คุณหลันมาเคาะถามว่าเป็นยังไง ครั้งนี้ตอบว่า โอเค ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ... แป๊บเดียว ผ่านไป 5 นาที ขึ้นมาล้างตัว ก่อนจะลงแช่อีกรอบ ... รอบนี้ก็แช่ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเฝ้ามองเข็มนาฬิกาเหมือนครั้งก่อน ... นอนแช่สบายๆ ทำตัวสบายๆ รับมือกับความดันน้ำที่ทำให้หายใจถี่ขึ้นได้ เหมือนนอนทำสมาธิในอ่างออนเซ็น


ครบเวลาก็ขึ้นจากอ่างแช่ มานั่งพักสักแป๊บ ก่อนจะใช้กระบวนตักน้ำเย็นในอ่างไม้รดขาตั้งแต่หัวเข่าลงไป ... แล้วก็พันผ้าเช็ดตัวออกมานั่งพักด้านนอก ดื่มน้ำที่วางเตรียมไว้ให้ ชดเชยน้ำที่เสียไประหว่างแช่ ... ปรับตัวได้สักพักก็เริ่มนวดตัวกันเลยค่ะ


ไฟห้องที่ถูกหรี่ลง กับ กลิ่นหอมๆ ของอโรมา ช่วยให้สงบผ่อนคลาย ... มาเจอกับจังหวะการนวดผ่อนคลาย ก็สบายซิคะ เคลิ้มหลับเป็นพักๆ ... เป็นการนวดที่นอกจากจะผ่อนคลายแล้วยังเป็นการบำรุงผิวไปด้วย


หมดเวลาแห่งความสงบ สบาย ล้างขาสักหน่อย เพราะเท้าลื่นเกิน แล้วก็แต่งเนื้อแต่งตัว ลงครีมบำรุงผิว แล้วออกมาแต่งหน้าเติมสีสันที่ห้องแต่งหน้าด้านนอก ... ทดลองเมคอัพของ DHC ไปพร้อมกับจิบชาเขียวร้อนๆ แล้วเขียนใบประเมินบริการครั้งนี้ ... ออกมาแวะซื้อผลิตภัณฑ์ที่สนใจ แล้วก็พาตัวนุ่มๆ ลื่นๆ ไปหาคนดีตามที่นัดกันไว้


ยังมี voucher กับ สิทธิของสมาชิก สำหรับ DHC Olive Virgin Oil + Q10 Body Treatment อยู่อีก 2 ครั้ง ... สงสัยจะได้ซื้อ Onzen เพิ่ม แล้วแวะมาใช้บริการอีกแน่ๆ ว่าแต่จะมาคนเดียว หรือ แบ่งสิทธิที่มีให้คนดีได้ลองใช้ด้วยดีน้า

10.12.53

Pampering Day

10 ธันวา วันหยุด แถมยังเป็นหยุดต่อเนื่อง แต่คนดีมีภารกิจติดพัน ... เราเลยได้โอกาส จัดสรรวันหยุดให้เป็นวันพิเศษ วันแห่งการปรนนิบัติดูแลเอาใจใส่ตัวเองอย่างเต็มที่ จัดคิววางแผนทำสวยตลอดวัน


เริ่มต้นที่ DHC Olive Beauty ... ซื้อ voucher : Onzen with DHC Exfoliating Body Treatment เอาไว้นานแล้ว ต้องรีบไปใช้ก่อนจะหมดอายุ ... โทรนัดไว้ 11 โมง คิวแรกเลย


ถึงร้านพนักงานพาไปนั่งพักรอ สักพักก็เสิร์ฟน้ำเก็กฮวยเย็นๆ ชื่นใจให้ดื่ม ... แล้วนำกลิ่นผงแช่ออนเซ็น กับ กลิ่นอโรมาที่จะจุดในห้องมาให้เลือก ... เลือกเรียบร้อย พนักงานขอตัวไปเตรียมห้อง สักพักก็นำไปที่ห้องนวดค่ะ


พนักงานอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้ฟัง สร้างความกระจ่างใจสำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยแช่ออนเซ็นมาก่อน ... เริ่มตั้งแต่ล้างหน้าให้เกลี้ยง จากนั้นก็อาบน้ำชำระล้าง ทำความสะอาดร่างกายอีกที โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอาบน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ อย่าขี้โกงหมุนไปน้ำเย็นเชียว


เพิ่งอาบน้ำ แต่งหน้า แต่งตัวออกจากบ้าน ก็มาล้างหน้าออก อาบน้ำซ้ำอีกรอบ ... พร้อมแล้วก็เตรียมลงแช่ได้เลย ก่อนจะก้าวขาลงแช่ ก็ใช้กระบวยที่เตรียมไว้ วักน้ำมารดตัว เตรียมความพร้อม ปรับอุณหภูมิให้ร่างกายก่อน ... เตรียมตัวเตรียมใจแล้ว ก็ค่อยๆ หย่อนขาลงอ่าง


ภาพจาก http://www.dhc.co.th/


โอ๊ยยยยยยย อู๊ยยยยยย อ๊ายยยยยยยย อุณหภูมิน้ำประมาณ 42 องศาเซลเซียส ร้อนมากกก ฉันจะสุกมั้ยเนี่ย ... นั่งแช่ขาแบบแสบๆ คันๆ ยุบๆ ยิบๆ อยู่ริมอ่างสักพัก ก่อนจะกลั้นใจค่อยๆ หย่อนตัวลงนอนแช่ ที่ต้องนอนเพราะต้องให้ระดับน้ำท่วมอก ... รอบแรกนี่ให้แช่ 5 นาที มันช่างเป็น 5 นาทีที่ยาวนานเหลือเกิน


พนักงานแวะมาส่งเสียงถามว่าเป็นยังไงบ้าง ... ตอบกลับไปว่าพอไหวค่ะ แต่ตาจ้องนาฬิกาว่าเมื่อไหร่จะครบ 5 นาที ครบปั๊บ ตะกายออกจากอ่างมานั่งพัก ก่อนจะเปิดฝักบัวล้างตัวอีกครั้ง


จากนั้นกลั้นใจเตรียมตัวลงแช่อีกรอบ พนักงานบอกว่ารอบหลังนี่ ให้แช่ 10-15 นาที เท่าที่จะทนไหว ... หย่อนตัวลงนอนแช่ พร้อมกับทำใจให้สงบ เป็นการแช่ที่สบายกึ่งทรมาน ... เริ่มชินกับอุณหภูมิของน้ำแล้ว แต่ร่างกายได้รับความดันจากน้ำ ทำให้เลือดสูบฉีดแรงขึ้น ปอดถูกบีบให้ลดลง ต้องเพิ่มอัตราการหายใจให้ถี่ขึ้น ... การแช่ออนเซ็นนอกจากจะได้รับแร่ธาตุจากน้ำแล้ว ยังช่วยให้ปอดและหัวใจแข็งแรงขึ้นด้วย


หลังจากนอนแช่เฝ้ามองเข็มนาฬิกาให้เดินครบ 10 นาทีสักที ก็ค่อยๆ เยื้องย่างย้ายร่างที่หายใจหอบ และเหงื่อท่วมหน้า ออกจากอ่างมานั่งพัก ... ใช้กระบวยตักน้ำเย็นที่พนักงานเตรียมไว้ รดตั้งแต่ตัวเข่าลงไป ให้คงอุณหภูมิช่วงบนเอาไว้ ... ใส่เสื้อคลุม เปิดประตูออกจากห้องน้ำมาห้องนวด


เปิดมาเห็นเหยือกน้ำเย็นที่ตั้งไว้ ดีใจยังกะได้ไปสวรรค์ รีบคว้าเหยือเทน้ำใส่แก้ว ยกซัดโฮกกกกกก โฮกกกก ... แล้วมานั่งหายใจหอบ เหงื่อตก พนักงานเปิดมาถามเป็นไงบ้าง ตอบไปสั้นๆ ว่า "เหนื่อยค่ะ" ... พนักงานอมยิ้ม ก่อนปล่อยให้นั่งพักอีกสักครู่ แล้วก็เข้ามาดูแลขั้นตอนต่อไป


พนักงานจัดการจุดเตาอโรมา หรี่ไฟห้อง แล้วก็เริ่มสครับผิว ขัด ขัด ขัด ทั่วทั้งตัว น้ำหนักมือที่ขัด เบา กำลังสบาย เม็ดสครับไม่บาดผิว ... สครับตัวเสร็จ พนักงานก็ให้ไปล้างตัว พนักงานบอกว่า ลงไปล้างตัวในอ่างแช่ออนเซ็นได้เลย แล้วค่อยขึ้นมาเปิดฝักบัวล้างอีกที


กลับออกมา ก็เข้าสู่ขั้นตอน นวดผ่อนคลายและบำรุงผิวไปในตัว น้ำหนักมือพนักงานหนักขึ้น นวดเน้นตามจุดต่างๆ ทำเอาเคลิ้มหลับกันเลย ... 2 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านไป ไวจัง กำลังสบายยยยยยยเลย


ล้างตัวนิดนึง แต่งตัว แล้วออกมาแต่งหน้าที่ห้องแต่งหน้าซึ่งมีผลิตภัณฑ์ของ DHC วางไว้ให้หยิบใช้ได้ตามสบาย ... แต่งหน้าไป จิบชาร้อนไป เขียนใบประเมินไป แล้วก็พาผิวนุ่มๆ เนียนๆ ออกจากร้าน


แวะหม่ำมื้อเที่ยงที่ชั้นล่าง พารากอนซะก่อน แล้วโดดขึ้นรถไฟฟ้าไปแวะทำธุระแถวเพชรบุรีตัดใหม่อีกหน่อย ... เสร็จธุระรอบบ่าย ก็ย้ายที่ไป ไทสบาย ไปนวดผ่อนคลายค่ะ


เลือกนวดไทย 90 นาที สบายยย เพลินนน เคลิ้มมม หลับบบ และหายปวดเมื่อยบ่า หลัง ไหล่ ... ออกจากร้านแบบตัวเบาๆ โล่งๆ


แล้วค่อยไปนั่งรอคนดีที่ตามมาเจอ มากินข้าวเย็นด้วย ... เป็น 1 วันที่ดูแล และให้รางวัลตัวเองเต็มที่ ชอบจัง ชอบที่ซู้ดดดดดดด

6.7.53

เท้าลอกคราบ

บล็อกหน้านี้ถูกจัดอยู่ในหมวด beauty สวยๆ งามๆ แต่ว่า ภาพประกอบที่จะเห็นนั้น ไม่สวย ไม่งาม ไม่ค่อยสุภาพ และค่อนข้างชวนสยดสยองนะคะ ... ทำใจให้ดีก่อนตัดสินใจเลื่อนลงไปชมค่ะ

"ผู้หญิงอย่าหยุดสวย" "สวยตั้งแต่หัวจรดเท้า" เป็นเรื่องจริงค่ะ ... เลยเกิดภารกิจจัดการให้ เท้าลอกคราบ ขึ้น

โดยปกติเป็นคนใส่รองเท้าเปิดส้น เพราะฉะนั้นมีปัญหาส้นเท้าแตกแห้งอยู่บ้างค่ะ ... ช่วงที่ปรับโฉมห้องนอน ทาสีใหม่ ล้างเท้าบ่อยมากกกก ส้นเท้าแตกระแหงดั่งผืนดินแห้งแล้ง เห็นแล้วสยดสยองมาก จนต้องไปใช้บริการสปาเท้า ช่วยขจัดหนังเท้าที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ... หลังจากนั้นก็ดูแลบ้าง ลืมบ้าง ส้นเท้าก็แห้ง เป็นขุยๆ อีก แต่ไม่สาหัส

เมื่อต้นปีเลยลองใช้ผลิตภัณฑ์ลอกเท้า Revival Care ผลที่ได้ออกมาเป็นที่น่าพอใจมากกกกกก ... ตอนแรกกะว่าจะถ่ายรูปทำรีวิว แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ต่อเนื่องอย่างที่ต้องการ อีกสาเหตุนึงคือ รู้สึกไม่เหมาะเท่าไหร่ ที่จะมาโชว์เท้า ดูไม่สุภาพนัก เลยพับโครงการเก็บไป

ผ่านไป 6 เดือน ส้นเท้าเริ่มเป็นขุยๆ เลยคิดจะหยิบเจ้านี้มาใช้อีกครั้ง ... คราวนี้ตั้งใจว่า จะถ่ายรูปความเปลี่ยนแปลงแต่ละวันเก็บไว้ ถ้าเก็บได้ครบอย่างที่ต้องการ จะกลั้นใจโชว์เท้าต่อหน้าธารกำนัล และแล้ว รีวิวนี้ก็เกิดขึ้นค่ะ

ไปทำรีวิวไว้แล้ว ทั้งที่ pantip และ jeban ... เลยดึงรูปจากรีวิวที่จีบันมาลงประกอบบล็อกซะเลย ถ้าใครเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมใจเผชิญกับภาพที่ไม่น่าดู ก็เลื่อนลงไปดูกันเลยค่ะ

ดูหน้าตาของผลิตภัณฑ์กันก่อนนะคะ หน้ากล่อง Revival Care ระบุไว้ว่า "เจลกำจัดผิวหยาบกร้านส่วนเกินของเท้า ลอกเท้าได้โดยไม่ต้องขูดหรือขัด" ... ด้านหลังมีส่วนประกอบ ข้อควรระวังในการใช้ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และ วันเดือนปีที่ผลิตชัดเจนค่ะ ... ดูแล้ววางใจได้ในระดับนึง ว่าถ้าใช้แล้วมีปัญหาจะตามไปแจ้งใครดี


เปิดกล่อง เจอถุงฟอยล์ ที่ด้านในมี ถุงแช่เท้า (Foot Pack) บรรจุอยู่ 1 คู่ ... ในถุงแช่เท้าจะบรรจุเจลใสๆ ส่วนประกอบสำคัญของการ ลอกคราบเท้าค่ะ




รีดเจลในถุงแช่เท้าให้ลงไปรวมตัวด้านล่าง แล้วตัดถุงแช่เท้าตามรอยประค่ะ ... จากนั้นก็สวมเท้าลงใจถุง ลอกเทปกาวด้านในออกมาปิดยึดส่วนที่สวมให้แน่นหนา กันหกเลอะเทอะ แนะนำให้เตรียมสก็อตเทปเผื่อไว้ด้วย จะได้ปิดมิดชิดแน่นสนิท ... ลูบถุงให้เนื้อเจลโดนจุดต่างๆ ทั่วถึง แล้วปล่อยเท้าแช่อยู่ในถุงนี้ราวๆ 2 ชั่วโมง นั่งดูทีวีไปเพลินๆ ค่ะ



ก่อนทำแนะนำให้ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ถ้าทาเล็บเท้าไว้ ก็ล้างสีเล็บออกก่อนนะคะ ... ถ้ามีแผลถลอก ควรจะรอให้แผลหายก่อนนะคะ เพราะอาจจะระคายเคือง แสบๆ คันๆ ... บังเอิญมีแผลถลอกโดยไม่รู้ตัว พอสวมถุงไป เลยแสบๆ คันๆ ยิบๆ ตรงวงกลมสีส้มนั่นหล่ะค่ะ ... แต่ตรงส่วนอื่น สบายนะคะ เนื้อเจลเย็นๆ มีกลิ่นนิดหน่อย แต่ไม่ฉุนจนน่าเวียนหัว แช่เท้าไว้สบาย ไม่แสบ ไม่ร้อน ไม่ระคายเคืองเลยค่ะ



ปัญหาของฝ่าเท้า และ ส้นเท้า ทั้งสองข้างค่ะ ... ส้นเท้าทั้งสองข้างเป็นขุยๆ นิดหน่อย เพราะทาครีมบ้าง ลืมบ้าง ตามประสาคนขี้เกียจ นิ้วเท้า และ ฝ่าเท้าบางจุด ด้าน หยาบกร้าน น่าจะเกิดจากการกดทับ การรับน้ำหนักเวลาใส่รองเท้าส้นสูง ... ฝ่าเท้าซ้ายมีจุดที่เนื้อด้านเหมือนตาปลา ไม่เป็นวงนะคะ แต่เป็นแนวยาวๆ พอเท้าเปียกๆ เปื่อย หนังจะร่อนเป็นเส้นดึงเล่นมันดีค่ะ



2 ชั่วโมงผ่านไป ก็กระย่องกระแย่งไปห้องน้ำค่ะ จะลื่นตกบันไดหัวร้างข้างแตก เพราะสวมเจ้าถุงแช่เท้าเดิน ... ถอดถุงทิ้งถัง แล้วล้างน้ำออกให้สะอาด ผลที่เห็นคือ ผิวดูฉ่ำๆ ชุ่มๆ น้ำ ก็รอดูผลจากนี้อีก 5-7 วันค่ะ ว่าเท้าจะแปรสภาพไปขนาดไหน



3 วันหลังทำ ... หนังเท้าเริ่มแห้ง แตกลายเป็นริ้วชัดเจน รู้สึกว่าเท้าสากกว่าตอนก่อนทำซะอีก เพราะเท้าตะกุยผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ตลอดทั้งคืน ... หยืยยยย



4 วันหลังทำ ... เริ่มร่อนแล้วค่ะ



5 วันหลังทำ ... วันอาทิตย์พอดี ออกไปเดินซื้อของ พอกลับเข้าบ้านรู้สึกรำคาญเท้าพิกล เหมือนมีเศษสติกเกอร์ป้ายราคาติดเท้าอยู่ พอตะแคงเท้าดู



จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ... แตกตัว เปื่อย ลอก ร่อน กระจุยกระจาย



เห็นเช่นนี้แล้วก็อดใจไม่ไหว แม้ข้างกล่องจะบอกว่าไม่ควรลอกหรือดึงผิวออกเอง เพราะอาจทำให้เกิดความเจ็บปวด ... แต่เราทนไม่ไหวค่ะ จะปล่อยไว้แบบนี้ หงุดหงิดและรำคาญใจตาย เดินเข้าห้องน้ำ ล้างเท้าให้หนังเปื่อยนิ่มอีกสักหน่อย ระหว่างล้างก็ใช้มือถูๆ ขัดๆ แล้วออกมาคว้า แหนบ มาเป็นอุปกรณ์คู่ใจ ... บางจุดลอกได้แผ่นใหญ่ๆ เลยค่ะ บางจุดก็ต้องใช้แหนบช่วยดึงนำ ลอกได้แค่ไหน แค่นั้น ตรงไหนยังไม่ร่อนก็อดใจรอ ไม่กล้าดึงต่อ กลัวกินเนื้อแล้วจะเสียเลือดค่ะ ... หนังส่วนที่บางจะร่อนก่อน ร่อนเป็นแผ่นบางๆ ส่วนที่หยาบกร้าน หนังจาะด้าน หนา ลอกยากสักหน่อยนะคะ



ลอกกระจุยกระจายทุกจุด ทุกซอก ทุกมุม แม้แต่ในซอกเล็บก็ไม่เว้น ข้อดีคือ จมูกเล็บที่แข็งๆ ก็ร่อนออกไปด้วย ... เห็นความแตกต่างของ ผิวเก่า กับ ผิวใหม่ มั้ยคะ



6 วันหลังทำ ... สภาพเท้าดีขึ้นเยอะ แม้จะยังหลงเหลือบางจุดที่ยังไม่หลุดร่อน แต่ผลโดยรวมก็น่าพอใจค่ะ



7 วันหลังทำ ... ฝ่าเท้าเรียบเนียน น่าประทับใจ เย้ เย้ เย้



แต่หลังเท้ายังยับเยินอยู่ค่ะ ร่อนกระจุยกระจาย ที่แย่ก็ตรงที่เป็นแผ่นบางๆ ลอกยาก ต้องใช้มือขัดๆ ถูๆ เอาระหว่างอาบน้ำค่ะ ... ช่วงนี้ต้องหารองเท้าหุ้มส้นมิดชิดมาใส่ เพื่อกันผู้พบเห็นตระหนกตกใจ



อดทนรอ ร้อ รอ จนผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์ ก็ได้ฝ่าเท้าเนียน นุ่ม ลื่น



จุดปัญหาที่ แห้ง หยาบกร้าน เป็นขุย หายไป ... แต่หนังด้านๆ เหมือนตาปลายังอยู่ค่ะ สัมผัสได้ว่าบางลงไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่กวนใจไม่หาย



หลังเท้าที่ร่อนกระจุย ก็เรียบเนียนคืนสู่สภาพเดิม



ถ้าต่อจากนี้ ขยันทาครีมบำรุงเท้าสม่ำเสมอ ก็คงมีเท้านุ่มเนียนพร้อมโชว์ ... แต่ก็เอาแน่ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะแววว่าจะขี้เกียจซะมากกว่า แต่ถ้าสภาพเท้าเริ่มไม่น่าพอใจ ก็มีผู้ช่วยที่วางใจได้ สบายใจค่ะ




ข้อมูลเพิ่มเติม : ราคาตามที่ระบุไว้ข้างกล่อง คือ 750 บาทค่ะ หาซื้อได้ที่ แผนกตกแต่งสตรี ของเซ็นทรัล หรือ ร้านเจ๊เล้ง ส่วนราคาน่าจะถูกกว่าที่ระบุไว้ข้างกล่องนะคะ ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของร้านที่จำหน่ายค่ะ

11.6.52

My Favorite Eyeliner


ตั้งแต่ได้ผมหน้าม้ามา ก็ใช้อายไลน์เนอร์บ่อยขึ้นค่ะ จัดเป็นเมคอัพเด่นประจำช่วงนี้เลยค่ะ ... เลยได้หยิบอายไลน์เนอร์ในกรุ สลับสับเปลี่ยนมาใช้บริการบ่อยขึ้น ... ไหนๆ หยิบออกมาใช้แล้ว เลยถือโอกาสถ่ายรูปเก็บไว้ทำรีวิวซะด้วย


เปิดประเดิมด้วย ลิควิดอายไลน์เนอร์ ที่เป็นชิ้นสุดโปรดค่ะ ... "Lunasol Geminate Liner" เครือ Kanebo



ลิควิดอายไลน์เนอร์สีสวย มีเหลือบนิดๆ ปลายพู่กันเรียวบาง กรีดง่าย ... ตอนซื้อมายังใช้ลิควิดไลน์เนอร์ไม่ถนัด แต่เจ้าชิ้นนี้ทำให้มือใหม่หัดกรีดตา ได้ไลน์เนอร์เส้นเรียวบางตวัดหางสวยๆ


แล้วยังแห้งง่าย ไม่เสียเวลารอ ไม่เลอะเทอะ ไม่แพนด้า นับว่าติดทนใช้ได้เลยค่ะ ... แต่ถ้าเผลอขยี้ตา จะแตกตัวและหลุดร่อนเป็นชิ้นๆ ค่ะ ... เผลอประจำค่ะ หางไลน์เนอร์สวยๆ หลุด ร่อน หางด้วน กุดๆ พิกล ... วันไหนที่ใช้ก็ต้องพกติดกระเป๋าไว้เผื่อเติมค่ะ




สี 01 เป็นชิ้นแรกที่ซื้อค่ะ ... พอได้ลองใช้ก็ติดใจ อยากจะซื้อให้ครบทุกสี แต่เกรงใจกระเป๋าสตางค์ เพราะจัดว่าราคาสูงอยู่ค่ะ ... สุดท้ายอดใจไม่ไหว ไปสอย สี 02 กับ 03 มาเข้ากรุอีกจนได้




ที่ชอบเพราะใช้ได้หลายแบบค่ะ ... แบบเร่งด่วน ทาหนาๆ สีเดียวอย่างในรูปก็สวยได้ในเวลารวดเร็ว ... แบบครบสูตร จับคู่กับอายแชโดว์ เบลนด์สีตาให้สวย แล้วใช้ตัวนี้กรีดเพิ่ม แจ่มค่ะ ... แบบทวินไลน์เนอร์ ก็ใช้ตัวนี้กรีดตาหนาๆ ก่อน แล้วใช้อายไลน์เนอร์สีดำกรีดชิดแนวขนตาเส้นเล็กๆ ทับอีกที ก็สวยไปอีกแบบค่ะ


ใครที่ติดอายไลน์เนอร์ และชอบใช้ลิควิคไลน์เนอร์ แนะนำให้ไปทดลองใช้เจ้าตัวนี้ที่เคาเตอร์คาเนโบ้สักที ... พิสูจน์ด้วยตัวเองก่อนค่ะ ถ้าถูกใจค่อยเปิดกระเป๋าตังค์ สอยเจ้าตัวนี้กลับบ้าน

13.5.52

อุปกรณ์ทำตาคม-คม

เหตุมาจาก หน้าม้า ที่พี่ช่างตัดผมเจ้าประจำ ตัดมาให้แบบ โค้งๆ เฉียงๆ เอียงปิดหางตาไปข้าง ... เลยต้องหาวิธีแต่งหน้าให้รับกับผมที่สะดุดตาใครต่อใคร


เล็งไปเล็งมา ก็คิดได้ว่า กรีดอายไลน์เนอร์ ชัดๆ คมๆ นี่แหละ เหมาะที่สุดแล้ว ... ผมม้าเกะกะตาแล้ว ถ้าลงสีอายแชโดว์ไปก็คงเห็นไม่ชัด แค่อายไลน์เนอร์อย่างเดียวก็พอ


เลยได้โอกาสงัดอายไลน์เนอร์ในกรุ ทั้งแบบเครยอน แบบลิควิด และแบบเจลไลน์เนอร์ ออกมาใช้บ่อยขึ้น ... กว่าผมหน้าม้าจะยาว ก็คงกรีดอายไลน์เนอร์ ตวัดหางได้แจ่มแหมวแจ๋วกว่าเดิม


ปกติจะถนัดใช้แบบเครยอน กับ ลิควิด ค่ะ ... มีแบบเจลไลน์เนอร์อยู่ 2 กระปุก แต่ไม่ค่อยได้หยิบมาใช้บ่อยเท่าไหร่ โอกาสนี้แหละ ที่จะได้ใช้ให้พร่องไป


เคยทำรีวิวเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ เจ้า 2 กระปุกไว้ที่ jeban (ตามไปดูรีวิวเต็มๆ คลิกที่นี่ ค่ะ) ... เลยดึงภาพกับข้อมูลมาลงไว้ที่นี่ด้วยแล้วกัน ... เพราะเจ้า 2 กระปุกนี้ ผลัดกันเป็นพระเอกที่ช่วยทำให้ตาคม-คม ค่ะ


Clinique Brush-on Cream Liner ปะชันกับ M.A.C Fluidliner




Clinique - ขายมาพร้อมกับแปรงด้ามเล็ก กระทัดรัด จับลำบากนิดหน่อย ปลายแปรงตัดตรง วาดเส้นค่อนข้างยากเล็กน้อย ... เนื้อครีมเจลนุ่ม สีดำเข้ม


M.A.C - ได้มาพร้อมกับแปรง ในเซ็ท Enchating Vermillion : Fashion Eye Set ปลายเรียวแหลมเหมือนพู่กัน วาดเส้นง่าย ... เนื้อครีมเจลเนียนละเอียด สีดำเข้มเหมือนกัน แต่เป็นมันเงากว่า


ทำรีวิวไว้ตั้งแต่ พ.ย. ปีที่แล้ว ... ตอนนี้เนื้อครีมแหว่งไปพอๆ กันแล้วหล่ะค่ะ แต่ก็ยังมีเหลืออยู่เยอะ ใช้ได้อีกนานค่ะ




ลองปาดบนแขน ... สีดำเข้มเหมือนกัน แต่เนื้อสัมผัสของ M.A.C นุ่มลื่นกว่า ปาดง่าย ใช้เวลาแป๊บนึงจะแห้งตัว ... ส่วน Clinique เนื้อนุ่ม ปาดง่าย ไม่ต้องรอให้แห้ง


MA ของ M.A.C แนะนำให้ใช้อายแชโดว์สีเข้มๆ ทาทับไลน์เนอร์ จะทำให้ติดทนมากขึ้น ... เพราะไลน์เนอร์แบบนี้ โอกาสจะเลอะเลือนเป็นแพนด้ามีมากค่ะ ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นๆ


เลยใช้อายแชโดว์สีเข้ม จากพาเลตต์ M.A.C Royal Asset - Warm Eye ลองป้ายเปรียบเทียบ ซะด้วยค่ะ




ป้ายแล้วก็ลองทดสอบต่อค่ะ ... 1. เอาแขนไปรองผ่านน้ำ สีไม่ลดเลือนแม้แต่น้อยค่ะ ... 2. ลองเอานิ้วลากผ่านทั้งที่ยังเปียกอยู่ ก็ยังติดทนเหมือนเดิม


แต่จากการใช้จริง ก็มีเลอะบ้าง เลือนบ้างนะคะ ไม่ถึงกับกลายเป็นแพนด้าตาดำปี๋ ... โดยรวมก็พอใจค่ะ


รีวิวเปรียบเทียบลองปาดที่แขน ... เลยปาดตาจริงๆ มาให้ดูว่า ตาคมขึ้นจริงรึเปล่าค่ะ ... ใครที่อยากเห็นก็เลื่อนลงไปดูได้เลยค่ะ




รูปบน เป็น ตาเปล่าเปลือย ที่ลงอายเบส และแป้งไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ ... รูปล่าง ปาดไลน์เนอร์ให้เกือบเต็มชั้นตาค่ะ ลากหางยาวหน่อย แล้วใช้แบบเครยอนเขียนขอบตาล่างหัวจรดหาง เอาให้คม ชัด


ปกติจะกรีดบางกว่านี้นะคะ พอให้มีแนวขอบตาบนชัดขึ้นแค่นั้นค่ะ เพราะขนตาสั้นและบาง ... ส่วนขอบตาล่างก็เขียนเข้ามานิดหน่อย


เจาะเฉพาะตาแล้ว ไปดูแบบเต็มๆ หน้าบ้างค่ะ ... อุปกรณ์ที่ช่วยให้ตาคม มีเท่าที่เห็นในรูปค่ะ คราวนี้เลือกหยิบ M.A.C Fluidliner มาเป็นอุปกรณ์หลักค่ะ




เปรียบเทียบ Before จากรูปซ้าย หน้าไร้สีสัน แต่ลงแป้งเรียบร้อยแล้วค่ะ ... อีก 2 รูปถัดมา เป็น After ที่กรีดตาและลงสีสันครบทุกจุด


จริงๆ ไม่ได้กรีดตาคมกริบแบบนี้ทุกวันนะคะ ส่วนใหญ่จะกรีดเฉพาะตาบน ส่วนความหนาของไลน์เนอร์ ขึ้นอยู่กับกาลเทศะค่ะ ... ถือโอกาสส่งการบ้านให้กับหลายๆ คน ที่อยากเห็นตาคม-คม สำหรับผมใหม่ด้วยเลยนะคะ

6.5.52

เห้อ เห่อ M.A.C Dazzleglass

หมวยบีคู่หูบิวตี้ อัพบล็อกเห่อไอเท็มใหม่ในกรุไปแล้ว ... เลยต้องอัพบล็อกเห่อไอเท็มใหม่ของตัวเองด้วย ค่ะ


หลังๆ มีปัญหาเมมโมรี่ในสมองเต็ม จำไม่ค่อยได้ว่าช้อปอะไรไปเมื่อไหร่ ... เขียนบันทึกเอาไว้ จะได้เตือนความจำค่ะว่าควักกระเป๋าจ่ายตังค์ไปเมื่อไหร่ ก่อนจะซื้ออะไรใหม่จะได้เว้นระยะห่างสักหน่อย ... และยังช่วยจำว่า เปิดใช้เมื่อไหร่ เพราะเครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานจำกัดหลังจากเปิดใช้


ไอเท็มล่าสุดที่สอยมา เป็นตัวที่รอ ร้อ รอ ค่ะ ว่าเมื่อไหร่จะมาขายน้อ ... แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้สนใจลิปของ M.A.C หรอกค่ะ บังเอิญได้ Lipglass มาทดลองใช้ ลองแล้วก็ติดใจ เลยนึกอยากลองลิปตัวอื่นบ้าง ... ติดอยู่ตรงที่ เกรงใจลิปที่มีอยู่ในกรุค่ะ เพราะไม่พร่องเลย จะซื้อใหม่เลยต้องคิดกันหลายตลบ


ยังตัดใจซื้อไม่ได้ เลยวนเวียนเข้าไปดูที่ http://www.maccosmetics.com/ อยู่เป็นประจำ เพราะ M.A.C มักจะมีคอลเล็คชั่นใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ... จนเจอคอลเล็คชั่น Double Dazzle ที่เด้งเข้าตาโครมเบ้อเร่อ เห็นแล้วตาลุกวาว กลอส วิ้งๆ วิบๆ วับๆ ชอบจัง


ปกติไม่ค่อยชอบลิปแบบเงาๆ วิ้งๆ วิบๆ เท่าไหร่นะคะ แต่ไม่รู้ทำไม เจ้าตัวนี้ถึงได้โดนใจนัก ... เห็นจากหน้าเว็บ กิเลสก็ยังไม่พลุ่งพล่าน เพราะไม่รู้ว่าสีจริง จะสวยงามน่าใช้รึเปล่า ... เลยได้แต่เฝ้า รอ ร้อ รอ ว่าเมื่อไหร่จะเข้ามาขายน้อ


จนวันนึงได้ sms จาก M.A.C แจ้งข่าวคอลเล็คชั่น A Rose Romance ... ตาลุกวาวทันที เพราะเป็นคอลเล็คชั่นที่ออกไล่ๆ กัน รีบคว้าโทรศัพท์โทรถามเคาเตอร์ว่า Double Dazzle มารึยัง พอรู้ว่ามาแล้วกิเลสก็พุ่งปรี๊ดเลยค่ะ อยากไปดู อยากไปลองสี


ตอนแรกก็กะว่าจะไปคนเดียว แต่เอ๊ะ ไปบอกข่าวหมวยบีสักหน่อยดีกว่า เพราะเคยบ่นถึงลิปตัวนี้ให้หมวยฟัง ... บอกหมวยว่า Dazzleglass ที่รอมาแล้ว จะไปเซ็นทรัล ไปดู ถ้าถูกใจจะซื้อ


หมวยบีตาวาว แต่อิดออดนิดหน่อย เพราะอยากจะเก็บมืองดช้อป ... ไป ไม่ไป ไม่ว่า แค่แวะมาบอกข่าวเท่านั้น ... แต่สุดท้ายหมวยก็ตกลงใจไปด้วย พร้อมเหตุผลที่ว่าจะมาช่วยเลือก


พอถึงเคาเตอร์ ก็สนุกสนานกับการลองสี หยิบสีนั้น สีนี้ มาปาดลองดูกันอย่างสนุกสนาน ... บีเอก็กำลังยุ่งกับลูกค้ารายอื่น เราสองคนเลยสบาย ป้ายๆ ปาดๆ กันอย่างเพลิดเพลิน ... ลองจนหนำใจแล้ว ก็ได้เวลาเสียทรัพย์



ได้ไอเท็มใหม่มาเข้ากรุ 2 ชิ้นค่ะ Dazzleglass สี Get Rich Quick กับ สี Goldyrocks ... Get Rich Quick นี่โดนใจทันทีที่ลองค่ะ แต่เจ้า Goldyrocks นี่ดูเหลืองทองอร่าม น่าจะใช้ลำบาก ... แต่พอลองปาดดู โอ้ววว งามไม่ใช่เล่น


สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ... Get Rich Quick นี่น่าจะใช้ได้บ่อย ทาเดี่ยวก็ได้ ทาทับลิปอื่นก็โอ ... ส่วนเจ้า Goldyrocks นี่ เหมาะไว้ทาทับสีอื่น น่าจะเปลื่ยนให้ลิปที่มีอยู่ มีลูกเล่นมาขึ้น


เนื้อกลอส หนืด หนึบ หนับ มีความมันวาว และที่สำคัญคือ มีกลิตเตอร์ เล็ก ละเอียด วิ้งๆ วับๆ ... กลอสของ M.A.C มีเอกลักษณ์ที่กลิ่นวนิลา ค่ะ หอมหวานๆ


ทดลองดูสี จากแสงไฟในห้อง และแสงจากแฟลชที่สาดใส่เต็มๆ ... Get Rich Quick ถึงเนื้อจะเป็นกลอสใส แต่ก็มีสีสันชัดเจน ส่วน Goldyrocks นี่ ใสๆ เบาๆ พอโดนแฟลชเข้าไป ก็แทบจะกลืนหายไปเลย


พากลับมาอยู่ในกรุตั้งแต่วันที่ 29 เมษา ... เห้อ เห่อ ค่ะ สลับเอากลอสที่ติดกระเป๋าอันเก่าออก แล้วใส่เจ้าตัวใหม่เข้าไปแทน หยิบมาทาบ่อย เติมปากบ่อยกว่าปกติค่ะ


คนดีบอกว่าทาลิปตัวนี้แล้ว ปาก มัน วาว เหมือนทาน้ำมันหมูเลย ... ชิชะ ทำมาแซว เลยจับมาลองทาซะ จะได้ปากเงา วาว วิ้ง เหมือนกัน


คนดีขา ถ้าเผลองีบหลับที่บ้านเค้าหล่ะก็ ... ระวังโดนจับแต่งหน้า ทาปากวาว วิบวับ นะคะ ช่วงนี้กำลังเห่อ ... เตือนแล้วนะคะ


27.4.52

ไม่ผ่อง แต่ ไม่ผด

ลังเลอยู่นานว่าจะจัดบล็อกหน้านี้เข้าหมวดไหนดีค่ะ ... เข้าหมวด Note เป็นบันทึกช่วยจำ หรือ หมวด Talk บ่น เม้าท์ เล่าไปเรื่อย หรือ หมวด Beauty เรื่องสวยๆ งามๆ


สุดท้ายก็จัดเข้าหมวด Beauty ค่ะ เพราะผู้หญิงก็ต้องห่วงสวยห่วงงาม ... แล้ว ปัญหาผดผื่น ที่เคยบ่นไว้ ก็หายแล้ว กลับมาเรียบเนียน ขี้เหร่น้อยลง กลับสู่สภาวะปกติ โล่งอก สบายใจ


หลังจากที่ไปหาคุณหมอ ได้เจลล้างหน้า และยามาทา ... โดยมีตัวนึงที่คุณหมอบอกว่า ให้ทา 3 วันเท่านั้นพอ ไม่เคยใช้มาก่อน แต่คุณหมอบอกว่า 3 วัน ผดผื่นจากการแพ้อะไรไม่รู้ จะดีขึ้น


อยากรู้ว่าจะจริงรึเปล่า เลยถ่ายรูปเก็บไว้ค่ะ ... เก็บภาพทั้งแก้มซ้าย แก้มขวา หน้าผาก ไว้ทั้ง 3 วัน โดยระยะเวลาที่ถ่ายรูปไว้ก็ใกล้เคียงกันค่ะ


ค่ำวันพุธที่ได้ยามา ก็ล้างหน้า ทาครีมตามคุณหมอสั่ง ... เช้าวันพฤหัสฯ ก็ล้างหน้าทาครีมตามลำดับเหมือนเดิม ... กลับมาบ้านก่อนจะล้างหน้า อาบน้ำ ก็ถ่ายรูปเก็บไว้


ทำแบบนี้ต่อเนื่อง ... ค่ำวันพฤหัสฯ และ เช้าวันศุกร์ ถือว่าได้รับยาวันที่ 2 ... ค่ำวันศุกร์ และ เช้าวันเสาร์ ถือว่าได้รับยาวันที่ 3


ได้รับยาครบ 3 วันแล้ว ... ผลจะเป็นยังไง ไปดูกันเลยค่ะ



ลองลูบก็รู้สึกได้ว่า ผด ผื่น ที่ขึ้นเป็นเม็ดๆ และเป็นปื้นๆ ลดลง หน้าเรียบขึ้น ลูบแล้วไม่สาก ระคายมือ ที่เคยคันยิบๆ ก็หายสนิทค่ะ ... ลองดูด้วยตาก็เห็นว่าผิวเรียบ เนียนขึ้น ไม่เป็นผด ผื่น ปื้นๆ เหมือนตอนเพิ่งกลับมาจากวัด


จริงๆ ถ่ายรูปไว้ครบทั้งแก้มซ้าย แก้มขวา และหน้าผากนะคะ ... แต่พอเปิดดูรูปแล้ว รูปข้างแก้มทั้ง 2 ข้างไม่ชัดค่ะ เบลอๆ มัวๆ ... มีแต่รูปหน้าผากนี่หล่ะค่ะที่ชัดเจนหน่อย

สำหรับผดผื่นที่แขน ก็หายไปเรียบร้อยนะคะ ... ไม่เป็นตุ่ม เป็นปื้นแล้วค่ะ ได้แขนเรียบๆ กลับมาแล้วค่า ... เย้

สรุปว่าผลการใช้ยา 3 วันของคุณหมอ เป็นที่พอใจค่ะ ... แต่ปัญหาที่ยังอยู่ คือ สิว ค่ะ มีสิวเม็ดเล็กบ้าง เม็ดกลางบ้าง ผุด โผล่มาหลายจุด


ระยะหลังมานี่ไม่ค่อยเจอปัญหาสิวบุกเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะโผล่มาก็แค่ 1-2 เม็ด แถวๆ คาง โผล่มาช่วงใกล้น้องหัวแตก (มีรอบเดือน) ... แต่นี่ เล่นผุดทั้งคาง แก้ม จมูก หน้าผาก กระจายกำลังไปทั่ว


แหม จัดการผดผื่นหาย แต่ก็ยังมีสิวมากวนใจอีก ... เอ้า ไม่เป็นไร ค่อยๆ จัดการกันไป ตราบใดที่ยังมีสิว แสดงว่ายังไม่แก่ ฮอร์โมนยังปรี๊ดปร๊าดอยู่ ... เรื่องสิว เรื่องจิ๋วๆ เนอะ

12.2.52

ฝึกปรือฝีมือติดขนตา

หลังจากฝึกฝนฝีมือแต่งหน้า เติมสีสันให้หน้าตัวเองได้คล่องขึ้น ถนัดขึ้น และกล้าเล่นสีอายแชโดว์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่โทนสีน้ำตาแบบเดิมๆ ... ก็สนุกกับการแต่งหน้ามากขึ้น แต่ยังมีเรื่องขัดใจ ที่ยังหาทางออกไม่ได้อยู่ดี


ขัดใจ "ขนตา" ตัวเองค่ะ ... เพราะเป็นสาวขนตาสั้นและบาง ถ้าวันไหนแต่งตาแล้วลืมปัดมาสคาร่า จะรู้สึกว่าสวยไม่ครบสูตร ดูแปร่งๆ พร่องๆ พิกล ... แล้วมาสคาร่าที่ใช้ก็จะเลือกสูตรต่อขนตาให้ยาวเท่านั้น ไม่หนา ไม่เป็นไร ขอให้ยาวไว้ก่อน รุ่นไหนที่ใครๆ ว่าดี เป็นต้องขอลอง ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง


เคยคิดที่จะ "ต่อขนตา" ตัดความรำคาญใจ ... แต่หลังจากหาข้อมูลแล้วก็หวั่นใจ กลัวโน่นนี่สารพัด กลัวจะแพ้กาวต่อขนตา กลัวขนตาจริงจะร่วงไปพร้อมๆ กับขนตาที่ต่อ ... ขนตาทั้งสั้น และบางอยู่แล้ว ถ้าร่วงอีกหล่ะก็ คงโล้นๆ พิกล


สาวหมวยคู่หูบิวตี้ที่น่ารัก เลยซื้อ "ขนตาปลอม" พร้อมกาวของ BSC มาให้ เป็นของขวัญวันเกิดปีก่อน ... ได้มาแล้วก็ตื่นเต้นดีใจ แต่ก็ยังไม่เคยลองติดสักที ... เพราะติดไม่เป็น และรู้สึกว่าขนตายาวเกิน น่าจะเหมาะไว้ใช้ออกงานมากกว่า ไม่เหมาะกับวันทำงานปกติ


หลังจากนั้นไปเจอขนตาปลอมราคาถูกๆ แบบที่ไม่ยาวมากก็ลองซื้อมา แต่ก็ยังไม่เคยติดอีก ... จนไปเดินเจ๊เล้ง แล้วเจอขนตาปลอมหลากหลายแบบ ราคาคู่ละไม่สิบบาท ก็สอยกลับมาเก็บในกรุ ... แล้วก็เก็บไว้ ไม่ได้หยิบออกมาติดเหมือนเดิม


จนวันนึงไปเข้าเวิร์คชอปของ M.A.C นอกจากจะสอนเทคนิคการแต่งตาแล้ว ยังสอนติดขนตาปลอมด้วย ... ขนตายาว งอน เด้ง ติดแล้วตาวิ้งขึ้นมาทันที ... แรกๆ ก็ยังไม่คุ้น รู้สึกแปลกๆ พอผ่านไปสักพักก็เริ่มชินหน้าตัวเอง แล้วก็เริ่มชอบใจ


ถึงจะได้เรียนเทคนิคมาแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่ายากอยู่ดี ปล่อยทิ้งไว้ในกรุเหมือนเดิม ... จนสัปดาห์ที่แล้ว นึกอยากติดขนตาปลอมขึ้นมา จู่ๆ ก็รู้สึกว่า ถ้าไม่ฝึกก็คงติดไม่เป็น ติดไม่คล่อง ติดไม่ถนัด เลยหยิบอุปกรณ์ออกมา ... เลิกงานกลับถึงบ้าน ดึกๆ ดื่นๆ ก็ลองติดดู จะเลอะไปบ้าง พลาดไปบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวก็ต้องล้างหน้า ล้างเครื่องสำอางอยู่ดี


ติดบ่อยๆ เข้าก็เริ่มสนุก แล้วก็ค้นพบว่า ... แค่ติดขนตาปลอม ก็ทำให้หน้าเปลี่ยน ติดแล้วตาหวานขึ้นเยอะ ... อย่าเพิ่งเชื่อค่ะ ลองดูต่อไปค่ะ


กรุขนตาปลอมที่มีแต่ไม่ค่อยหยิบมาใช้ ... (ล่างซ้าย) เลือกขนตาปลอม พร้อมกับอุปกรณ์ หยิบขนตาออกมาวัดกับความยาวของรูปตาก่อนค่ะ ถ้ายาวเกินไปก็ตัดทิ้งซะ เวลาตัดให้ตัดช่วงหัวตาออกนะคะ เพราะถ้าตัดหางตาจะดูขนตากุดๆ ไม่วิ้งๆ


โดยส่วนตัว ถ้าใช้ขนตาปลอมกล่องสีชมพู คู่ละไม่กี่บาท ... ถ้าวัดความยาวแล้วพอดี ก็จะตัดติ่งเล็กๆ ตรงก้านขนตาที่เกินมาทิ้งไปอยู่ดี เพราะติ่งนี้มักจะทิ่มตา ... ตัดขนตาเรียบร้อย ก็ต้องวอร์มขนตาสักหน่อยค่ะ จับปลายสองข้างแล้วขยับให้โค้งไปมา เหมือนสะพาน เพื่อให้แกนขนตาปลอมโค้งรับกับรูปตา


(ล่างกลาง) หยอดกาวเล็กน้อยไว้ตรงฝ่ามือค่ะ แล้วค่อยๆ เอาแกนขนตามาแตะกาวทีละนิดค่ะ ... (ล่างขวา) แตะกาวทั่วแกนขนตาแล้ว ทิ้งไว้สักนิด รอให้กาวเซ็ทตัวแล้วค่อยติดค่ะ


เล็งติดให้ชิดขนตา กดตรงกลางก่อนแล้วค่อยไล่ไปที่หัวตา กับหางตา ... ขยับ จัดระเบียบให้ดี ทิ้งไว้สักพัก รอจนรอยกาวสีขาวๆ จางไป ... เท่านี้ก็ได้ตาสวยวิ้งแล้วค่ะ


เพราะยังไม่เซียน ก่อนติดขนตาปลอมเลยแต่งตาให้พร้อมก่อนค่ะ ... ทาอายแชโดว์ กรีดอายไลน์เนอร์หนาหน่อย ดัดขนตา ปัดมาสคาร่านิดๆ พอให้ขนตาจริงอยู่ตัว


ช่วงนี้กลับบ้านมาค่ำๆ ถ้าไม่ยุ่ง ไม่เหนื่อยเกินไป ก็หยิบขนตาปลอมมาหัดติดบ่อยๆ ค่ะ ... ลองหยิบแต่ละแบบออกมาดูว่าต่างกันยังไง




จากรูป ... แต่งหน้าครบสูตรตั้งแต่เช้า กลับถึงบ้านไม่ได้ทำอะไรเพิ่มค่ะ ... แค่ติดขนตาเข้าไปเท่านั้น เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่า ติดแล้วตาวิ้ง วาว หวานขึ้น


จากการทดลองเปรียบเทียบ พบว่า ... แบบที่ราคาหลักร้อย แกนขนตาจะเล็กกว่า บางกว่า ติดแล้วสบายตา แกนกลางไม่ทิ้งให้ระคายเคือง ... แบบที่ราคาหลักสิบ แกนขนตาจะหนา แข็ง จิ้มเปลือกตาให้เคืองตาได้ง่ายกว่า


หลังจากหัดติดขนตาปลอมช่วงค่ำๆ แล้ว ก็เริ่มขยับมาติดช่วงเช้าค่ะ เลือกแบบไม่ยาวเด้งมากนัก ติดไปทำงานด้วย ... ติดแล้วตาคมขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะกรีดอายไลน์เนอร์หนาขึ้น ด้วยรึเปล่า


แต่ที่แน่ๆ คือ ใช้เวลาแต่งหน้านานขึ้น เพราะพิถีพิถัน วุ่นวายกับตานานขึ้น ... ไปทำงานเกือบสาย แต่ผลที่ออกมาก็น่าพึงพอใจ

3.2.52

Review : มาส์ค Kose

ตอนเขียนบล็อก Beauty Check มีคอมเม้นท์หลายเสียงบอกให้ทำ How To กับ Review ... ฮาว ทู ไม่ไหวอ่ะค่ะ ยากเกิน เพราะต้องแต่งหน้าไป ถ่ายรูปไปด้วย ... แต่ถ้าเป็นรีวิว พอไหวค่ะ แค่ต้องทดลองใช้กับตัวสักระยะเท่านั้น


เลยเปิดประเดิมเริ่มต้นกันที่ มาส์คหน้าตัวใหม่ที่เพิ่งได้มาเมื่อปลายปีค่ะ ... "Kose Whitening Mask" เป็นมาส์คดำที่ช่วยทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่าง ... ได้ยินชื่อเจ้าตัวนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ลองใช้สักที


พอดีเพื่อนรุ่นพี่ส่งข่าวมาบอกว่ามีธุระไปทำงานญี่ปุ่นจะฝากซื้ออะไรรึเปล่า รีบจดรายการ รวบรวมภาพ พร้อมราคา ส่งไปให้ มีเจ้าตัวนี้อยู่ในราายการด้วย ... กลับมาถึง ได้รับของเรียบร้อย ก็วางทิ้งไว้เพราะยังวุ่นวายกับการทาสีห้อง มองหน้าตัวเองแล้วรู้สึกหมองๆ เลยได้โอกาสคว้ามาลองซะเลย


ลองครั้งแรกก็ติดใจ ยกให้เป็นมาส์คเทพ ดึงสิวเสี้ยน และขนอ่อนเส้นเล็กๆ บนหน้าออกมาได้ดีมาก พอลอกมาส์คออกปุ๊บ หน้านุ่มๆ ลูบแล้วเนียนดี ... มาส์คหน้าครั้งล่าสุด เลยถ่ายรูปเก็บไว้รีวิวเลย

เริ่มจากล้างเครื่องสำอางออก ... คาดผมเปิดหน้าให้เรียบร้อย เพราะถ้าปล่อยรุงรังเดี๋ยวจะเลอะเทอะ


ทามาส์คให้ทั่วหน้าค่ะ ... เนื้อมาส์คเป็นครีมสีดำ ทาแล้วเย็นๆ กลิ่นหอมจางๆ ไม่ฉุน



ทาให้ทั่วหน้า เว้นรอบดวงตา กับ รอบปาก ... ทาให้หนาพอสมควรนะคะ คือทาจนไม่เห็นสีผิว เพื่อที่เวลาลอกจะได้ไม่ขาด และดึงสิ่งอุดตันได้เต็มที่ ... บริเวณไรผม ช่วงหน้าผาก และจอน ให้เว้นไว้หน่อย เพราะถ้ามาส์คติดไรผม ตอนดึงออกเจ็บน้ำตาเล็ดค่ะ


ทาเสร็จแล้วเนื้อมาส์คจะลื่นๆ เป็นมันเงาสักหน่อยค่ะ ... ไปนั่งดูทีวี อ่านหนังสือ หรือทำอะไรก็ได้ตามชอบค่ะ รอเวลาเนื้อมาส์คแห้งค่ะ ราวๆ 10-20 นาทีค่ะ เนื้อมาส์คจะค่อยๆ แห้ง และตึงขึ้นเรื่อย ... ถ้าไม่มีเนื้อมาส์คตรงไหนเย็นๆ เหมือนตอนเริ่มทา ก็เตรียมลอกออกได้ค่ะ


ไม่รู้ว่าวิธีที่ถูกต้อง ลอกจากบนลงล่าง หรือ ลอกจากล่างขึ้นบน ... แต่ถนัดลอกจากด้านบนค่ะ สะกิดขอบๆ มาส์ค ให้ลอกออก แล้วค่อยๆ ดึงค่ะ ... ที่ต้องค่อยๆ ดึงเพราะเจ็บค่ะ


ผลที่ได้ก็จะเป็นแผ่นมาส์คบางๆ ที่มีร่องรอยอารยธรรมติดออกมาค่ะ ... สิวเสี้ยนจากบริเวณต่างๆ ขนอ่อนๆ เส้นเล็กๆ บนหน้า ผิวแห้งที่หลุดร่อน ติดมาส์คออกมาให้เห็นค่ะ


อยากจะทำรูปใหญ่ๆ แต่ก็กลัวเห็นร่องรอยอารยธรรมชัดเจนเกินไป เกรงว่าจะตกใจค่ะ ... เลยจับยำรวมกันซะ



มาส์คไม่ได้ลอกสิ่งอุดตันทั้งหลายออกหมดถึงขั้นเกลี้ยงเกลานะคะ แต่ลูบแล้วหน้าเนียน นุ่ม ลื่นมือมากขึ้นค่ะ ... 2 อาทิตย์ มาส์คสักครั้งค่ะ รู้สึกเหมือนได้ทำความสะอาดหน้าแบบลึกล้ำค่ะ


ระหว่างมาส์คระวัง อย่าพูด อย่ายิ้มนะคะ เพราะตึงมากค่ะ อาจจะส่งผลให้หน้าย่นได้ ... เคยมาส์คครั้งนึง แล้วคนดีแวะมาหาพอดี เจอเข้าก็ขำ เลยพาให้ขำตาม โอ๊ย ทรมาน


คนดีเองก็ได้ทดลองใช้เหมือนกันค่ะ เพราะคนดีหน้าแห้ง หน้าลอกเป็นขุยๆ แล้วมีรูขุมขนกว้างช่วงแก้ม ใกล้จมูก เห็นสิวเสี้ยนดำๆ เล็กๆ ... เราเลยจับมาส์คซะ ตอนดึงออกกรี๊ดกร๊าดน้ำตาเล็ดนิดหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คนดีติดใจ เพราะหน้าเนียนนุ่มขึ้นเยอะค่ะ


ถ้าใครชอบมาส์คหน้า หรือ กำลังมองหามาส์ค แนะนำตัวนี้เป็นอีกทางเลือกค่ะ ... ทางที่ดีแนะนำให้ไปดูที่เคาเตอร์ก่อนนะคะ จะได้ทดสอบว่ามีอาการแพ้รึเปล่าค่ะ


*หมายเหตุ* ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลนะคะ โปรดใช้วิจารณญานก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดค่ะ